วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ขนไก่ไทย หวังเข้ารอบลึกแบด 3 รายการใหญ่ TRUE 4U ถ่ายทอดสด ให้แฟนกีฬาร่วมเชียร์

 ขนไก่ไทย หวังเข้ารอบลึกแบด 3 รายการใหญ่ TRUE 4U ถ่ายทอดสด ให้แฟนกีฬาร่วมเชียร์


เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันฯ หวังนักตบลูกขนไก่ไทยผ่านเข้ารอบลึก หรือเข้ารอบชิงชนะเลิศ ใน 2 รายการแรกระดับเวิลด์ ทัวร์ 1000 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนมกราคมปีหน้า เพื่อเก็บคะแนนกรุยทางเข้าสู่ เวิลด์ทัวร์ ไฟนอล ขณะที่ฟรีทีวี TRUE 4U ถ่ายทอดสด ให้แฟนกีฬาทั่วประเทศร่วมเชียร์ทุกวัน 



 ความเคลื่อนไหวการแข่งขันแบดมินตัน 3 รายการประวัติศาสตร์ ในประเทศไทย เริ่มที่ศึก โยเน็กซ์ ไทยแลนด์ โอเพ่น เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ระหว่างวันที่ 12-17 มกราคม 2564 ต่อด้วย โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ระหว่างวันที่ 19-24 มกราคม 2564 และ เอชเอสบีซี บีดับเบิ้ลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ ไฟนอลส์ 2020 ระหว่างวันที่ 27 -31 มกราคม 2564 ที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี  



 ล่าสุด คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) รองประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก คนที่ 1 และนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ ได้เปิดให้สื่อมวลชนร่วมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬาแบดมินตัน นำโดย กันตภณ  หวังเจริญ ร่วมด้วย สิทธิคมน์ ธรรมศิลป์, โฆษิต  เพขรประดับ, บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์, รวินดา  ประจงใจ, จงกลพรรณ กิติธารากุล, เฌอย์นิชา  สุดใจประภารัตน์, ชาสินี โกรีภาพ, เบญญาภา เอี่ยมสอาด, นันทกานต์ เอี่ยมสอาด, นิพิฐพนธ์ พวงพั่วเพชร ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อม เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ ที่สนามฝึกซ้อมแบดมินตัน สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ แขวงลุมพินี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2563 



 คุณหญิงปัทมา กล่าวว่า “สำหรับความพร้อมของนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย นับตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี จนมีการล็อคดาวน์ทั่วประเทศ จะเห็นได้ว่านักกีฬาไทยซ้อมอยู่ที่บ้าน โดยเป็นการซ้อมเพื่อคงสภาพร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแกร่ง ตลอดจนเป็นโอกาสรีเฟรชร่างกายหลังจากที่ต้องตระเวนแข่งขันมาตลอดปี โดยเป็นการซ้อมที่ควบคุมผ่านระบบออนไลน์ แต่หลังจากพ้นการล็อคดาวน์ นักกีฬามีโอกาสซ้อมเต็มที่จนมาถึงปัจจุบัน ทำให้ถึงวันนี้ทุกคนมีสภาพร่างกายสมบูรณ์ ฟิตซ้อมมาอย่างดี ปราศจากอาการบาดเจ็บ และการซ้อมมีระยะเวลายาว ทำให้เป็นโอกาสดีในการเสริมด้านเทคนิค และแก้ไขปัญหาเกมการเล่นที่แต่ละคนมี”



 “จากรายชื่อนักกีฬาแบดมินตันที่สมัครมาแข่งขันที่ไทยนั้น เป็นระดับท็อปของโลกในทุกประเภทแทบทั้งสิ้น แต่สมาคมฯ ยังคาดหวังว่า จากการได้เล่นในบ้าน ถือเป็นการเพิ่มโอกาสของนักกีฬาไทย วางเป้าหมายว่าจะมีนักกีฬาไทยสามารถผ่านเข้าเล่นในรอบลึก ตลอดจนมีโอกาสถึงรอบชิงชนะเลิศใน 2 รายการแรก เป็นการเพิ่มโอกาสให้นักกีฬาไทยได้ผ่านเข้าเล่นรายการสุดท้ายเวิลด์ทัวร์ไฟนอลต่อไป” 



 “สำหรับแฟนกีฬาๆ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์นี้ ได้ทาง ทรูวิชั่นส์ สนามที่ 1 ผ่านทางช่อง Truesports HD3 ช่อง 668 และ Truesports 7 ช่อง 686 สนามที่ 2 ผ่านทางช่อง Truesports HD2 สนามละ 10 คู่ ทุกวัน และชมถ่ายทอดสดผ่านทางฟรีทีวี ช่อง TRUE 4U เพื่อชมและเชียร์นักกีฬาไทยได้อีกวันละ 2-3 ชั่วโมงทุกวัน นอกจากนี้ ยังสามารถรับชมทางแพลตฟอร์มออนไลน์ของทรูวิชั่นส์ได้อีกหลายช่องทาง ทั้ง ทรูไอดี, อินสตราแกรม, เฟซบุ๊ค ร่วมส่งใจเชียร์นักกีฬาไทยไปพร้อมๆ กัน” คุณหญิงปัทมากล่าว



 นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันฯ กล่าวต่อว่า “สำหรับการแข่งขันแบดมินตันทั้ง 3 รายการดังกล่าว ถือเป็นรายการแบดมินตันเก็บคะแนนสะสมระดับสูงสุดของสหพันธ์แบดมินตันโลก ซึ่งโดยปกติใน 1 ปี จะมีรายการเก็บคะแนนสะสม ระดับเวิลด์ทัวร์ 1000 เพียงแค่ 3 รายการ และรายการเวิลด์ทัวร์ไฟนอล ซึ่งเป็นรายการที่เชิญนักแบดมินตันที่เก็บคะแนนสะสมรายการเวิลด์ทัวร์ ที่มีคะแนนสะสมดีที่สุด 8 อันดับแรก เข้าร่วมการแข่งขันแต่ในครั้งนี้ การจัดการแข่งขันในประเทศไทย เป็นรายการเก็บคะแนนสะสมระดับ 1000 ถึง 2 รายการ และรายการสุดท้ายเป็นเวิลด์ทัวร์ไฟนอล จะเห็นได้ว่า 3 รายการนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ของวงการแบดมินตันโลกที่มาจัดที่ประเทศไทยทั้ง 3 รายการติดต่อกัน นักกีฬาที่จะเข้าแข่งขันจะต้องเป็นนักกีฬาที่มีคะแนนสะสมระดับโลกในระดับสูง เพราะการแข่งขันครั้งนี้จะไม่มีรอบคัดเลือก ยิ่งไปกว่านั้น 3 รายการในประเทศไทยครั้งนี้ เปรียบเสมือนการรีสตาร์ทการแข่งขันแบดมินตันอีกครั้ง หลังจากต้องหยุดการแข่งขันไปนาน” 



 “ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของไทย การแข่งขันในครั้งนี้ รัฐบาลไทยจะเป็นผู้ดำเนินการจัดการแข่งขัน โดยมีสมาคมกีฬาแบดมินตันฯ เป็นอนุกรรมการจัดการแข่งขัน ซึ่งนับตั้งแต่ได้รับสิทธิ์ในการจัดการแข่งขันแบดมินตันประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ได้มีการประชุมเพื่อเตรียมพร้อมและวางมาตรการการจัดการแข่งขันภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยประชุมวางแผนมากว่า 4 เดือน ประชุมกันหลายภาคส่วน ตั้งแต่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงต่างประเทศ, กรมควบคุมโรค, ศบค, การกีฬาแห่งประเทศไทย, สหพันธ์แบดมินตันโลก และสมาคมกีฬาแบดมินตันฯ ถือได้ว่า ฝ่ายจัดการแข่งขันมีความพร้อมเต็มที่ที่จะจัดศึกแบดมินตันครั้งประวัติศาสตร์ในประเทศไทย”



“โดยมาตรการการจัดการแข่งขัน ได้มีการประชุมวางแผนการจัดการแข่งขันครั้งนี้ในรูปแบบบับเบิ้ล นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะเข้าอยู่ในบับเบิ้ล ไม่มีการสัมผัสกับบุคคลภายนอกบับเบิ้ล เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการระบาดของโรคในบับเบิ้ล ซึ่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่จะเดินทางเข้ามาจะต้องมีใบรับรองการตรวจโรคโควิดภายใน 72 ชม.  และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ทุกคนจะถูกนำขึ้นรถบัส โดยรถบัสจะเป็นรถประเทศละ 1 คัน จะเดินทางไปถึงโรงแรมที่พักและจะมีการตรวจโรคเมื่อถึงห้องพัก โดยที่ทุกคนจะต้องมีผลการตรวจเป็นลบ นอกจากนี้ จะมีการตรวจโควิด ทุกๆ 3 วัน” 


 “ด้านสนามฝึกซ้อมและห้องฟิตเนสจะถูกเนรมิตขึ้นมาใหม่ในคอนเวนชัน ฮอลล์ 5 ในเมืองทองธานี และสนามซ้อมแต่ละสนามจะมีผนังกั้น โดยที่แต่ละประเทศจะซ้อมครั้งละ 45 นาที และทำความสะอาดทันที 15 นาที ก่อนที่ประเทศอื่นจะเข้ามาซ้อมต่อ”


 “ในส่วนสนามแข่งขัน ปกติจะใช้ 4 สนาม แต่ในครั้งนี้จะจัดเพียง 3 สนาม เพื่อเว้นระยะห่างและเป็นการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่จัดการแข่งขันด้วย ภายในสนามแข่งขันจะแบ่งโซน เพื่อลดการสัมผัส ในส่วนการสัมภาษณ์นักกีฬา หรือผู้ฝึกสอนในครั้งนี้ จะเป็นการสัมภาษณ์ผ่านระบบออนไลน์”


 “สมาคมกีฬาแบดมินตันฯ มีความมั่นใจเต็มร้อยกับการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ด้วยความร่วมมือจากรัฐบาลและอีกหลายหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ ประชุมวางแผนต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลานาน การจัดการแข่งขันเป็นประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ เพื่อจะประกาศให้ทั้งโลกได้รับรู้ถึงศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก และระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในการป้องกันโรคระบาด” คุณหญิงปัทมา กล่าวในตอนท้าย


 ทางด้าน "กัน" กันตภณ หวังเจริญ ชายเดี่ยวมือ 15 ของโลก เผยถึงความพร้อมในการลงแข่งครั้งนี้ว่า “ผมได้ซ้อมเต็มที่หลายเดือนที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาการบาดเจ็บ และได้พี่แมน-บุญศักดิ์ พลสนะ มาเป็นโค้ชให้ ทำให้ค่อนข้างมั่นใจ ส่วนความหวังกับ 3 รายการในเดือนมกราคม เราพยายามดูก่อนว่าเราจะเจอกับใคร เล่นให้ดีที่สุดไปทีละรอบ ไม่ตั้งเป้าว่าจะต้องเข้าถึงรอบไหน จะพยายามทำผลงานให้ดีที่สุดทุกรอบจนถึงสนามสุดท้าย ตอนนี้อยากลงแข่งมาก ที่ผ่านมาออกทัวร์แข่งตลอด พอห่างไป 8 เดือน ได้กลับมาแข่งรายการแรกก็จะทำให้ดีที่สุด และมั่นใจในมาตรการป้องกันโควิดที่เข้มงวด ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ทำให้มีการแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้เกิดทัวร์นาเมนต์อื่นๆ ต่อไป”


ส่วน “ครีม” บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ หญิงเดี่ยวมือ 13 ของโลก กล่าวว่า “เรามีระยะเวลาเก็บตัวมานานมากหลังจากที่ไม่ได้แข่งมาตั้งแต่เดือนมีนาคม สำหรับความพร้อมของการเป็นเจ้าภาพครีมคิดว่าทางรัฐบาลไทย รวมถึงคุณหญิงปัทมาและผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน มีการวางแผนกันมายาวนานกว่าจะมี 3 รายการใหญ่อย่างนี้มาจัดที่บ้านเราได้ ทุกคนต้องทำงานหนักมาก ดีใจมากที่ได้กลับมาแข่ง หลังจากที่ต้องหยุดไปนานหลายเดือนหลังจากจบออลอิงแลนด์ เชื่อว่านักกีฬาทุกคนไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ซึ่ง 3 รายการที่จะเกิดขึ้นถือว่าเป็นนิวนอร์มอลสำหรับวงการแบดมินตันของเรา ครีมรู้สึกตื่นเต้นที่จะต้องเรียนรู้ว่าในสนามเราทำอะไรได้บ้าง ต้องปฎิบัติตัวอย่างไร สำหรับรายการสุดท้ายเชื่อว่ายังมีโอกาสได้เข้าไปเล่น เพราะสองแมทช์ก่อนหน้าเป็นแมทช์ระดับหนึ่งพัน ซึ่งมีคะแนนเยอะมาก คิดว่าสองแมชท์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของหลายคน เพราะการเข้ารอบลึกๆ มีผลแน่นอน และถ้าใน 2-3 รายการนี้เราทำผลงานดี ก็มีโอกาสเป็นมือวางทำให้เจอสายไม่หนักมาก ทำให้เรามีคะแนนเยอะเพียงพอต่อการไปโอลิมปิก”


 แฟนแบดมินตันสามารถชมการถ่ายทอดสดการประชันฝีมือของนักแบดมินตันระดับโลกได้ทางหลากหลายช่องทาง ทรูวิชั่นส์ ,ทรู ยูทูป, ทรู เฟซบุ๊ก และทรูไอดี ทรูวิชั่นส์ทุกคู่การแข่งขันผ่านทาง truesports HD3 ช่อง 668, truesports 7 ช่อง 686 และ truesports HD2 ช่อง 667 รวมเป็นการถ่ายทอดรายการ โยเน็กซ์ ไทยแลนด์ โอเพ่น 95 คู่, โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 95 คู่ และ เอชเอสบีซี บีดับเบิ้ลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ ไฟนัลส์ 75 คู่ และรับชมผ่านทางTrue4U เฉพาะคู่ที่นักกีฬาไทยลงทำการแข่งขันทุกวัน รายการ โยเน็กซ์ ไทยแลนด์ โอเพ่น จะถ่ายทอดสดวันอังคารถึงพุธระหว่างเวลา 16.30 – 19.00 น. วันพฤหัสบดีถึงศุกร์ ระหว่างเวลา 14.30 – 18.00 น. วันเสาร์ ระหว่างเวลา 16.30 – 18.30 น. และวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 14.30 – 17.00 น., โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น จะถ่ายทอดสดวันอังคารถึงพุธระหว่างเวลา 16.30 – 20.00 น. วันพฤหัสบดีถึงศุกร์ ระหว่างเวลา 14.30 – 18.00 น. วันเสาร์ ระหว่างเวลา 16.30 – 20.00 น. และวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 16.30 – 19.00 น., เอชเอสบีซี บีดับเบิ้ลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ ไฟนัลส์  จะถ่ายทอดสดวันพุธระหว่างเวลา 16.30 – 20.00 น. วันพฤหัสบดีถึงศุกร์ ระหว่างเวลา 14.30 – 18.00 น. วันเสาร์ ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น. และวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 14.30 – 18.00 น.


ข้อมูลเพิ่มเติมของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ www.bwfbadminton.com หรือ www.badmintonthai.or.th


รายงานข่าวโดย/ ท่านที่ปรึกษาสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย / บรรณาธิการข่าวกีฬาหนังสือพิมพ์เบื่องหลังข่าวหนังสือพิมพ์อรัญนิวส์

ภูมิพัฒน์ จตุรภัทร

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"มาแล้ว..ฉายาตำรวจ ประจำปี 2563 บิ๊กอ้อ!!พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ได้รับฉายา“นายพลขาลุย”

 "มาแล้ว..ฉายาตำรวจ ประจำปี 2563 บิ๊กอ้อ!!พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ได้รับฉายา“นายพลขาลุย” 



เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 23 ธ.ค.63 ที่ศูนย์ปฏิบัติการสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย นายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคมฯ นายสุชัยพงษ์ เพียรชอบ ประธานที่ปรึกษาฯ นายสมชาย จรรยา นายสุรชัย นิโครธานนท์ รองนายกสมาคมฯ นายธนากร ริตุ เลขาธิการสมาคม พร้อมด้วยตัวแทนจากสื่อต่างๆร่วมกันคัดเลือกและพิจารณาตั้งฉายาตำรวจประจำปี 2563 จำนวน 11 นาย

โดยนายไพโรจน์ กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรมได้ทำงานใกล้ชิดกับแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดปีที่ผ่านมาได้เฝ้าติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนที่จะนำเสนอผลงานสู่สายตาประชาชน จึงได้ร่วมกันตั้งฉายาตำรวจประจำปีขึ้นทุกปี ซึ่งเกณฑ์ในการตั้งฉายาได้มีการประชุมร่วมกับตัวแทนสื่อมวลชนจากสังกัดต่างๆ เสนอรายชื่อนายตำรวจเข้ามาและทำการคัดเลือกเหลือเพียง11นาย มีดังนี้



1.พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ฉายา “ผบ.หลบฉาก” ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เป็นนายตำรวจมากฝีมือ การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงสุดขององค์กรตำรวจ ได้ตั้งความหวังให้กับพี่น้องประชาชน ถึงการทำงานของตำรวจยุคใหม่ โดยเฉพาะการคลี่คลายคดีที่สังคมให้ความสนใจ เช่นคดีการหายตัวไปของ “น้องชมพู่” แต่จนแล้วจนรอดการแถลงข่าวของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ก็ยังสร้างความแคลงใจให้กับสังคมถึงการหายตัวไปของน้องชมพู่ จนทุกวันนี้ก็ยังไร้คำตอบ และบ่อยครั้งในห้วงที่ผ่านมายังไม่ค่อยเห็นการชี้แจงถึงความคืบหน้าในคดีต่างๆและคอยหลบการให้สัมภาษณ์จากสื่อมวลชน มีเพียงการมอบหมายให้ทีมงานโฆษกชี้แจงเท่านั้นจึงเป็นที่มาของฉายา “ผบ.หลบฉาก” 


2.พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ฉายา “เด่น เป็นงาน” โดย พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์  รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  มีชื่อเล่นว่า “เด่น” ได้รับการมอบหมายให้ดูงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ (มค.) เป็นอีกหนึ่งนายพลตำรวจที่น่าจับตามอง ด้วยบุคลิกสุขุมนุ่มลึก บวกกับความสามารถจนเป็นที่ไว้วางใจทำให้ได้รับมอบหมายงานสำคัญ  อาทิ การสอบเอาผิดโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร 514 แห่ง ต้องสงสัยทุจริตฉ้อโกงเงินของรัฐจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” , การบุกทลายเครือข่ายพนันออนไลน์ ตลอดจนการรับผิดชอบ ภาพรวมการดูแลรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เรียกได้ว่า มอบหมายงานสิ่งใดไม่ผิดหวัง ฉายแววเด่นในเรื่องงาน เมื่อเทียบในระดับรองผบ.ตร.ด้วยกัน จึงได้รับฉายา “เด่น เป็นงาน”


3.พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ฉายา “นายพล (ตีน) ตุ๊กแก” จากเหตุการณ์กราดยิง 4 ศพในบ่อนพระราม 3 ซอย 66 สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับเก้าอี้ น.1 เป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นช่วงที่จะมีการพิจารณาโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปี ในที่เกิดเหตุมีนายตำรวจระดับสารวัตรถูกยิงเสียชีวิต หนำซ้ำมีการแชร์ภาพว่ามีการขนย้าย รื้อถอนอุปกรณ์เล่นการพนัน กล้องวงจรปิดเพื่อ “อำพราง” สภาพของบ่อน ยิ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของตำรวจ โดยเฉพาะพล.ต.ท.ภัคพงศ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และถูกขีดเส้นตาย 3 วันในการทำความจริงให้ปรากฏ ถึงแม้ภายหลังจะจับ “บอย บ้านครัว” มือปืนผู้ก่อเหตุได้ก็ไม่ได้เป็นการการันตีต่อลมหายใจในเก้าอี้ “แม่ทัพนครบาล” แต่อย่างใด ท่ามกลางกระแสลือสะพัด ในการปรับบัญชีใหม่เปลี่ยนตัว “ผบช.น.” แต่จนแล้วจนรอดก็พ้นมรสุมมาได้ จึงเป็นที่มาของ ฉายา “นายพล(ตีน)ตุ๊กแก” 


4.พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  ฉายา “แจง 5 G” โดยพล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง มีชื่อเล่นว่า “แจง” ถือเป็นนายตำรวจคนแรกขององค์กรที่ได้รับความไว้วางใจให้มากุมบังเหียน “บช.ไซเบอร์” ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ถอดด้ามและเป็นที่คาดหวังของประชาชน ในการปราบปรามอาชญากรรมในปัจจุบันที่ได้พัฒนาไปอยู่ในโลกโซเบอร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผลงานปรากฏต่อสังคม เนื่องจากขุมกำลังยังไม่เพียงพอเปรียบเสมือนสัญญาณ 5 G ที่รู้ว่ามีสัญญานดีแต่ยังมาไม่ถึงจึงเป็นที่มาของฉายา “แจง 5 G” 


5.พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้รับฉายาว่า “นายพลขาลุย” โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนำกำลังหน่วย “นปพ.ภ.3” บุกเข้าไปใน “ห้างเทอมินอลวัน” เพื่อให้การช่วยเหลือเหยื่อที่ถูก “พลทหารคลั่ง” จับเป็นตัวประกัน จนสามารถทำการวิสามัญทหารคลั่ง และช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้อย่างได้อย่างปลอดภัย และได้รับคำชมเชยจากผู้บังคับบัญชาหลายท่านถึงความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในครั้งนั้น จึงเป็นที่มาของฉายา “นายพลขาลุย” อีกนายหนึ่ง  


6.พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ฉายา “ต่อ เหนือเมฆ” ซึ่ง พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็นนายตำรวจที่ประชาชนรู้จักกันอย่างกว้างขวาง ภาพลักษณ์ทั้งนักบู๊และนักบุญ เดินทางสายบุญและสายบู๊คู่ขนานกันไป นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพกับหน่วยงานผลัดดันการฝึกอบรมทั้งการ “ยิงปืน-โดดร่ม” เห็นได้จากภาพที่ปรากฎในโลกโซเชียลที่ “บิ๊กต่อ” ฝึกซ้อมโดดร่มกับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นประจำ ทำให้นักกีฬาโดดร่มของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีสีสันมากยิ่งขึ้นจนสามารถเข้าร่วมแข่งขันกีฬากองทัพไทยได้ จึงเป็นที่มาของฉายา “ต่อ เหนือเมฆ” นั่นเอง


7.พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับฉายา “เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว” ทั้งนี้พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ได้รับความวางใจให้เป็นกระบอกเสียงของ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (โฆษก บช.น.) ในห้วงการชุมนุมทางการเมือง จะปรากฏภาพของพล.ต.ต.ปิยะ บ่อยครั้งในการทำหน้าที่โฆษกจากสื่อต่างๆ ในการเจรจาบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืนการชุมนุมเปรียบเสมือน “เปาบุ้นจิ้น” แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นนายตำรวจรูปหล่อหน้าขาวจึงเป็นที่มาของฉายา  “เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว” 


8.พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ได้รับฉายา “กูรูทางเลี่ยง” มีผลงานการแก้ไขปัญหาการจราจรที่เข้าขั้นจลาจล ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจจราจร ทำให้เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังคงได้รับความไว้วางใจให้กำกับดูแลงานจราจร ซึ่งในห้วงการชุมนุมทางการเมือง ม็อบปิดถนนส่งผลให้การจราจรติดขัด รองจิรสันต์ จะเป็นผู้ให้คำแนะนำข้อมูลข่าวสารด้านการจราจร แก่พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในการสัญจรโดยมีวลีติดปาก “ขอให้หลีกเลี่ยงเส้นทาง” แม้แต่ซอยเล็กซอยน้อยก็รู้จัก จนเป็นที่มาของฉายา “กูรูทางเลี่ยง” 


9.พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับฉายา “มือปราบคดีดัง” โดยนายตำรวจหนุ่มไฟแรงผู้นี้ จบนรต.รุ่นที่ 50  ฝากผลงานโดดเด่นต่อเนื่องตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปราม ทำคดีสำคัญมามากหมายหลายคดี อาทิ นำ “ชุดหนุมาน” เข้าคลี่คลายเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช หรือแม้กระทั่งการสางคดีการเสียชีวิตของเสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั๋ง ที่จับกุมอดีต ส.ส.คนดังแห่งเมืองนครสวรรค์ บรรยิน ตั้งภากรณ์  รวมทั้งการสางคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาจนเป็นผลสำเร็จ จึงได้รับฉายา “มือปราบคดีดัง” 


10. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผู้บังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้รับฉายา “มือปราบเฟคนิวส์”นอกจากภารกิจในการกุมบังเหียนงานสืบสวนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ขณะเดียวกันในช่วงโควิด-19 ระบาด พล.ต.ต.พันธนะ ก็สวมหมวกหัวหน้าชุดเทคนิคและสืบสวนที่ 2 ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) และหัวหน้าชุดประสานความร่วมมือกับศูนย์ต่อต้าน “ข่าวปลอม” (Anti-Fake News Center) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และศูนย์ปราบปรามละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ กสทช. ลุยปราบปรามผู้โพสต์ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือนจากข้อเท็จจริงได้หลายร้อยคดี ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน จึงได้ฉายา “มือปราบเฟคนิวส์”


11.พล.ต.ต.รณกร ฤทธิรงค์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ฉายา “ผู้การกรุแตก” ทั้งนี้พล.ต.ต.รณกร ฤทธิรงค์ เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี เคยปรากฏเป็นข่าวจากกรณีที่ใช้วาจาไม่สุภาพที่ท่าอากาศยาน หรือสนามบินอุบลราชธานี หลังไม่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่บริเวณจุดคัดกรองโควิด จนเป็นเหตุให้ถูกตั้งคณะกรรม การสืบสวนข้อเท็จจริงและให้มาช่วยราชการที่ ศปก.ภ.3 เป็นเวลา 30 วัน แต่เรื่องก็เงียบหายไป กระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 แต่ก็ไม่วายถูกตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมให้มาช่วยราชการที่ ศปก. บช.ทท.หลังได้รับการร้องเรียนว่าระดมกึ่งบังคับลูกน้องให้เข้าร่วม “ทีมเฉพาะกิจ” ออกเก็บ “ค่าตั๋ว ค่าต๋ง” จากสถานประกอบการยามค่ำคืนในพื้นที่ภาคอีสานใต้  จนเป็นที่มาของฉายา “ผู้การกรุแตก” นั่นเอง!!