วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำปาง ลำพูน และเชียงราย รวมมูลค่ากว่า 1.1 ล้านบาท ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำปาง ลำพูน และเชียงราย รวมมูลค่ากว่า 1.1 ล้านบาท ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

.





ระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ พร้อมด้วย  นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน และนายประถวี กุลบุตร รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงราย ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวม 3 จังหวัด รวมจำนวน 60 คน คิดเป็นมูลค่า 1,163,800 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนหกหมื่นสามพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลําปาง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศรีสุดา เถาเมืองใจ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง นายพงษ์ศักดิ์ ชูชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคเหนือ จังหวัดลำปาง และนางรชยา ฮั่นตระกูล ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ จังหวัดลำพูน ร่วมในพิธีมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพฯ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ลำปางและลำพูน ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคเหนือ จังหวัดลำปาง และ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอพาน นายนัธทวัฒน์ ธนโชติชัยพัชร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวจังหวัดเชียงราย และนางสาวณัฐธิดา เหลืองสุขโสภณ ผู้อำนวยการกลุ่มคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ผู้แทนกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ผู้แทนกรมกิจการสตรีและครอบครัว ร่วมในพิธีมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพฯ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่เชียงราย ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย พร้อมกันนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการแจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดลำปางและเชียงรายฟรี โดยมีประชาชนเข้ารับบริการอย่างคับคั่ง

.







โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

.





ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.






ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัส 3 กูรู แนะสูตรรับมือระเบียบโลกใหม่ ให้ธุรกิจไทยรอด

 ถอดรหัส 3 กูรู แนะสูตรรับมือระเบียบโลกใหม่ ให้ธุรกิจไทยรอด



สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานเสวนา “THE LEADERSHIP SURVIVAL FORUM 2026 ถอดรหัสจุดเดือด ระเบียบโลกใหม่ ธุรกิจไทยต้องรอด” ในโอกาสเปิดตัวหลักสูตร THE PRISM LEADERSHIP : Leading Beyond Volatility กรอบคิดผู้นำเพื่อก้าวข้ามความผันผวนของโลก เพื่อให้บรรดาผู้นำและผู้บริหารองค์กรภาคธุรกิจ มีความพร้อมในการรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกด้าน ผ่านมุมมองของ 3 วิทยากรระดับประเทศ ที่มาร่วมให้แง่คิด ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 ฝั่ง East อาคารทรูดิจิทัล พาร์ค เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา


🔹 ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ชี้ โลกผันผวน ผู้นำต้องมีการตัดสินใจที่ดี



นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “SI Society & Tech Sustainability เจาะลึกความท้าทายนวัตกรรมยุค 5.0 เชื่อมเทคโนโลยีสู่ความยั่งยืน” ว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงใหญ่ 4 ด้านพร้อมกัน ประกอบด้วย เทคโนโลยีและ AI, ภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้ว, วิกฤตภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และ โครงสร้างประชากรสูงวัย ซึ่งทั้งสี่ปัจจัยไม่ได้แยกจากกัน เช่น AI ต้องใช้ Data Center, Data Center ต้องใช้ไฟฟ้า, ไฟฟ้าเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางพลังงาน และแหล่งพลังงานก็ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น ผู้นำจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ หรือใช้สูตรสำเร็จจากอดีตได้ แต่ต้องเห็นความเชื่อมโยง ตั้งคำถามให้ถูก เปิดรับความจริงที่ไม่สบายใจ และตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์


“โลกปัจจุบันยากขึ้น แต่คนตัวเล็กมีโอกาสมากขึ้น ไม่มีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ที่คนตัวเล็กจะเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายเท่าวันนี้ เพราะมีองค์ประกอบสำคัญพร้อมกัน คือ Computing power มีราคาถูกและเข้าถึงได้ AI ทำให้ความรู้และงานวิจัยมีต้นทุนต่ำลง, เครื่องมือสร้างธุรกิจมีจำนวนมาก, ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น, ธุรกิจขนาดเล็กสามารถสร้าง ทดลอง และขยายผลิตภัณฑ์ได้เร็วขึ้น แต่ “เริ่มต้นง่าย” ไม่ได้แปลว่า “ประสบความสำเร็จง่าย” เพราะการแข่งขันสูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องมีภูมิคุ้มกันและปรับตัวได้รวดเร็ว”



ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ให้แง่คิดว่า ที่ผ่านมา จุดอ่อนของผู้นำ คือ ความสำเร็จในอดีต เพราะประสบการณ์ไม่ได้มีแต่ประโยชน์ หากโลกเปลี่ยนแต่ผู้นำไม่เปลี่ยน ประสบการณ์สามารถกลายเป็นอคติได้อย่างรวดเร็ว เช่น สูตรที่เคยเป็น Best Practice วันนี้อาจกลายเป็น Yesterday’s Practice ในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่พึงระวังคือ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อ 3 สิ่งเกิดพร้อมกัน ได้แก่ 1.ประสบการณ์เดิมไม่สอดคล้องกับโลกใหม่ 2. ประสบการณ์นั้นกลายเป็นอคติ และ 3. ผู้บริหารมีอำนาจบังคับให้องค์กรทำตามอคติดังกล่าว ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ยิ่งผู้บริหารมีตำแหน่งสูง คนรอบข้างยิ่งตั้งคำถามและนำเสนอความจริงที่ขัดใจน้อยลง ทำให้โลกที่ผู้บริหารมองเห็นแคบลงเรื่อย ๆ


นายอาร์ชวัส ยังกล่าวด้วยว่า ดังนั้นคำถามสำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำองค์กร คือ “ถ้าฉันผิดล่ะ?” ด้วยเหตุนี้เองผู้นำจึงกล้าตั้งคำถามกับ 3 ระดับ ประกอบด้วย 1.ตั้งคำถามกับข้อมูลจาก AI ลูกน้อง และคนรอบตัว 2.ตั้งคำถามกับ Best Practice และสมมติฐานขององค์กร 3.ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “What if I’m wrong?” ซึ่งการตั้งคำถามกับตัวเองยากที่สุด เพราะมีตำแหน่ง ชื่อเสียง ความสำเร็จ และสิ่งที่เคยประกาศไว้ค้ำคออยู่ แต่หากไม่เปิดประตูให้ความจริงที่ไม่สบายใจเข้ามา ผู้นำจะสูญเสียข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ และอาจบริหารองค์กรจากภาพความจริงที่ล้าสมัย จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า ผู้นำจะสร้างวิจารณญาณที่ดีพอสำหรับโลกที่ข้อมูลมากแต่ไม่มีวันครบได้อย่างไร ดังนั้น ผู้นำควรประเมินว่า ความรู้ ทักษะ วิธีคิด และสมมติฐานของตัวเองยังเหมาะกับโลกหลังโควิด สงคราม AI วิกฤตพลังงาน และ Climate Crisis หรือไม่ ซึ่งนวัตกรรมไม่ได้หมายถึงผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้ตัวผู้นำเองเป็นผลผลิตของการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ผู้นำจำเป็นต้องมองโลกจากหลายมุม ตั้งคำถามที่ลึกกว่าดีหรือไม่ดี กล้ายอมรับว่าตัวเองอาจผิด ซื่อสัตย์กับหลักฐาน ทำงานร่วมกับคนที่คิดต่าง ตัดสินใจได้แม้ข้อมูลไม่ครบ และกำหนดได้ว่าอนาคตแบบใดควรถูกสร้างขึ้น



“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “The world doesn’t need more certainty. The world needs better judgment.” เพราะความแน่นอนแทบหาไม่ได้ในโลกที่สงคราม เทคโนโลยี นโยบาย และเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข้อมูลแม้จะมีมากขึ้น แต่ก็ไม่มีวันครบถ้วน หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่รอให้ข้อมูลครบ แต่คือสร้างวิจารณญาณที่ดีพอจะตัดสินใจอย่างรับผิดชอบท่ามกลางความไม่แน่นอน เมื่อคำตอบจาก AI กลายเป็นของราคาถูก ความได้เปรียบของผู้นำจะอยู่ที่คุณภาพของคำถาม ความซื่อสัตย์ต่อความจริง และวิจารณญาณในการเลือกอนาคตที่ควรสร้าง”


“โลกปัจจุบันยากขึ้น แต่คนตัวเล็กมีโอกาสมากขึ้น ไม่มีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ที่คนตัวเล็กจะเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายเท่าวันนี้...แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “The world doesn’t need more certainty. The world needs better judgment.” ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้นำ”นายอาร์ชวัส กล่าว


🔹 BOI ย้ำ การลงทุนโลกเปลี่ยน ไทยต้องเร่งสร้าง 5 จุดแข็งใหม่


นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวในหัวข้อ “BOI & New World Order ถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่” ว่า การลงทุนในโลกกำลังเปลี่ยนโครงสร้างจากแรงกดดัน 3 ด้าน คือ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์, เทคโนโลยีและนวัตกรรม และความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันบริษัทข้ามชาติไม่ได้พิจารณาเฉพาะต้นทุน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป แต่ให้น้ำหนักกับความมั่นคงของประเทศ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความพร้อมของคนและโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงพลังงานสะอาด และความเร็วในการเริ่มดำเนินธุรกิจจริง ส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่เด่นของการลงทุนโลก โดยในปี 2024 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลก (FDI) ลดลง 11% ขณะที่ FDI ในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น 8% เป็น 226 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของ FDI โลก สะท้อนบทบาทของภูมิภาคในฐานะฐานการผลิตและตลาดที่เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก


รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ระเบียบโลกใหม่กำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุน เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้บริษัทต้องกระจายฐานการผลิต ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง และปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ การตัดสินใจลงทุนจึงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากขึ้น ขณะที่การลงทุนเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องตระหนักเช่นกัน คือ การที่นักลงทุนและตลาดโลกให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด และมาตรฐาน ESG มากขึ้น ซึ่งประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมมีกลไกรองรับ จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่


“ในอดีตการเลือกของประเทศลงทุน จะพิจารณาจากต้นทุน และสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ปัจจุบันนักลงทุนมององค์ประกอบกว้างขึ้น มองไปจนถึงความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการใช้ชีวิตของบุคลากรต่างชาติ ทำให้จากเดิมที่สู้กันด้วยต้นทุน ได้เปลี่ยนไปสู่การแข่งขันด้วยความพร้อมและความเร็ว”


นายสุทธิเกตติ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย โอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการรับฐานการผลิตที่ย้ายเข้ามา แต่คือการใช้การลงทุนรอบใหม่ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยที่ผ่านมาจุดแข็งของไทย คือ มีโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายห่วงโซ่การผลิต อีกทั้งตลาดในประเทศของไทยมีมากกว่า 60 ล้านคน และยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคนในอาเซียนได้ด้วย อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้ไม่ใช่ความได้เปรียบถาวร ประเทศเพื่อนบ้านนำรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนของไทยไปพัฒนาต่อ และบางกรณีสามารถเสนอสิทธิประโยชน์หรือขั้นตอนที่ยืดหยุ่นกว่า ไทยจึงต้องเร่งสร้างความได้เปรียบชุดใหม่ขึ้นมาเพิ่ม


“วันนี้ ความสำเร็จไม่ควรวัดจากมูลค่า “คำขอรับการส่งเสริมการลงทุน” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องติดตามต่อว่าโครงการได้รับอนุมัติ เริ่มก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร ลงทุนจริง เริ่มผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากเพียงใด โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ความเร็วของภาครัฐ ความพร้อมของผู้ประกอบการไทย”


นายสุทธิเกตติ์ ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจ ว่า ในวันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้าง 5 จุดแข็งใหม่ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย จุดแข็งแรก ไทยต้องเร่งสร้างกลไกจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้อุตสาหกรรมใหม่เข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้จริง จุดแข็งที่ 2 ไทยต้องเร่งขยาย FTA เพื่อเปิดตลาดการค้าและการลงทุนเพิ่มเติม จุดแข็งที่ 3 ไทยต้องสร้าง Talent Pool สำหรับอุตสาหกรรมอนาคต ผ่านความร่วมมือภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จุดแข็งที่ 4 ต้องมีการจัดหาพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีความพร้อมในเรื่องระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบสื่อสาร และสาธารณูปโภคที่เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม และจุดแข็งที่ 5 ไทยต้องมีการยกระดับ Ease of Doing Business & Living ทั้งการอนุมัติ วีซ่า Work Permit และบริการสำหรับบุคลากรต่างชาติ


“แนวทางของ BOI คือประเทศไทยไม่ได้มุ่งทิ้งฐานอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องการใช้จุดแข็งที่ไทยมีอยู่ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ที่สำคัญคือ จากประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิต เปลี่ยนไปสู่การเป็น ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ”


“การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถดำเนินการโดย BOI หน่วยงานเดียว แต่ต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายคือผลักดันให้การลงทุนสร้างการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน”นายสุทธิเกตติ์ กล่าว


🔹 ‘บูณยฤทธิ์’ แนะ 3 ข้อทางรอดธุรกิจไทย ‘ปรับ-เปลี่ยน-ไป’ สู้เศรษฐกิจปี 70


นายบูณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร กรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในหัวข้อ “Trade Strategy 2027 เตรียมพร้อมรับเศรษฐกิจโลกผันผวน พร้อมวางกลยุทธ์การค้าสำหรับปี 2570” ว่า ภายใตกรอบคิดที่ว่า เศรษฐกิจโลกผันผวน เศรษฐกิจไทยเซซวน จึงต้องแยกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือเศรษฐกิจโลก ซึ่งช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกผันผวน เพราะไม่ได้เผชิญแค่วิกฤตเดียว แต่เป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งเรื่อง โควิด -19 ที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องมีการกู้และอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตามมาด้วย สงครามรัสเซีย–ยูเครน จากนั้นมีความขัดแย้งตะวันออกกลางเกิดขึ้น ตามมาด้วยวิกฤตเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ต้นทุนประชาชนและธุรกิจสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีเรื่องสงครามการค้า การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และอีกวิกฤต คือเรื่อง Climate Change ที่มีทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงและคาดการณ์ยากขึ้น


“กติกาโลกเดิมกำลังอ่อนแรง ไม่ว่าจะเป็นองค์การสหประชาชาติ (UN) และ องค์การการค้าโลก (WTO) จะพบว่าจริงๆแล้วทำอะไรได้บ้าง UN ไม่สามารถควบคุมความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ ขณะที่ WTO ก็จะพบว่าทุกวันนี้ยังคงมีการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าได้เหมือนเดิม และสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน วันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาษีนำเข้า แต่ขยายเป็น Technology Cold War ไปแล้ว”


นายบูญฤทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องเศรษฐกิจไทยเซซวนหรือไม่นั้น จริงๆแล้วเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นล้ม แต่มีความเปราะบางเชิงโครงสร้าง จุดอ่อนสำคัญ คือ GDP ยังเติบโตในระดับต่ำ โดยในปี 2568 โตประมาณ 2.4–2.6% แนวโน้มปี 2569 จะอยู่ที่ 2% หรือในกรอบประมาณ 1.5–2.5% แต่ที่น่ากังวลคือเรื่องหนี้ ไทยมีหนี้ครัวเรือนประมาณ 85.9% ของ GDP ส่วนหนี้สาธาร

ส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ประมาณ 63% ของ GDP ถือเป็นระดับหนี้ที่สูง ขณะที่สินเชื่อตึงตัว หนี้เสียเพิ่ม การส่งออกยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดเดิม ดังนั้นแม้ว่าไทยมีขนาดเศรษฐกิจอันดับสามของอาเซียน แต่มีอัตราเติบโตอยู่ในกลุ่มท้ายๆ


“การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนลดลงอาจไม่ใช่ข่าวดีทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ไม่ใช่เพราะครัวเรือนชำระหนี้ได้ดีขึ้น ผลที่ตามมาคือกำลังซื้ออ่อนแอ ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์กู้ไม่ผ่าน ธุรกิจขายได้แต่โอนไม่ได้ และ NPL ในสินเชื่อส่วนบุคคลกับบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% ทำให้รัฐบาลต้องระมัดระวังมากขึ้น หากว่าจะกู้เงินไปใช้”


นายบุณยฤทธิ์ แนะนำว่า ทางรอดของธุรกิจไทยในช่วงเวลานี้คือ “ปรับ เปลี่ยน และไป” เริ่มจาก “ปรับ” ทำธุรกิจให้ตัวเบา รักษาสภาพคล่อง ซึ่งในอดีตทุคนอาจคุ้นกับคำว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” แต่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ยินคำว่า “ปลาเร็วกินปลาช้า” มากขึ้น เพราะสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดคือการเป็น “ปลาตัวเบา” ที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ธุรกิจต้องทำให้ตัวเอง“เบา” ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น รักษาสภาพคล่อง และหลีกเลี่ยงภาระที่ไม่จำเป็น เอสเอ็มอีไทยไม่ควรเลือกใช้ “ราคา” เป็นสนามแข่งขันหลัก แต่ต้องสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ บริการ และการตอบโจทย์ลูกค้า รวมไปถึงการเลือกกลุ่มลูกค้า โดยเน้นกลุ่มที่สร้างรายได้หลัก โดยเฉพาะลูกค้าที่มีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ของตนเอง


ในส่วนของการ “เปลี่ยน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับปรุงธุรกิจเดิม แต่ต้องมองหาธุรกิจใหม่ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวอาจจะช่วยให้รอดระยะสั้น แต่ไม่สร้างอนาคต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปตท. จากธุรกิจพลังงานและน้ำมัน ได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่อย่างร้านกาแฟ Café Amazon และต่อยอดไปสู่ธุรกิจค้าปลีกผ่าน OR สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจขนาดใหญ่เองก็ต้องสร้างพื้นที่การเติบโตใหม่เมื่อธุรกิจหลักมีข้อจำกัด นอกจากนี้ ESG กำลังเป็นเงื่อนไขทางการค้า เนื่องจาก ESG, Carbon Footprint และมาตรการสิ่งแวดล้อม จะมีผลโดยตรงต่อภาษี การส่งออก และการเข้าถึงสินเชื่อ ธุรกิจที่ไม่มีข้อมูลคาร์บอน หรือไม่ปรับกระบวนการผลิต อาจเผชิญทั้งกำแพงการค้าจากต่างประเทศ และเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นจากสถาบันการเงิน


สำหรับ "ไป” คือการมองหาตลาดใหม่ โอกาสใหม่ และพันธมิตรใหม่ “ไป” จึงหมายถึงการมองไปข้างหน้าและออกจากพื้นที่เดิม ๆ ไม่ยึดติดกับตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภคแบบเดิม ในวันนี้ภาคธุรกิจควรมองหาพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เจาะตลาดส่งออกใหม่ และสร้างพันธมิตรใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่ยังมีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง อินเดีย และเอเชียกลาง ซึ่งอาจเป็นทางเลือกในการกระจายตลาด และลดการพึ่งพาตลาดเดิม


“วันนี้ ภาคธุรกิจไทยไม่สามารถรอให้สถานการณ์กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่ต้องสร้างความพร้อมรับโลกที่เปลี่ยนไป จึงขอย้ำฝาก3 คำสำคัญสู่ทางรอดธุรกิจไทย คือ “ปรับ - เปลี่ยน - ไป” เพราะในวันที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและเศรษฐกิจไทยเซซวน ผู้ที่จะอยู่รอดอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดหรือมีต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือ ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว ตัวเบา มองเห็นโอกาสใหม่ และพร้อมเปลี่ยนก่อนที่สถานการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน”


“สำหรับธุรกิจไทยปี 2570 ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุด หรือขายถูกที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีเงินสดเพียงพอ เพราะ Cash is King เงินสดและสภาพคล่องจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก และที่สำคัญต้องรู้ว่าลูกค้าคุณภาพของคุณคือใคร”นายบูณยฤทธิ์ กล่าว