บช.น.ลุยต่อโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังการอัตวินิบาตกรรมบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำ โดยใช้ระบบ AI เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง และนวัตกรรมช่วยชีวิตบนสะพานพระราม 8
เมื่อเวลา 09:00 น.วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เลขที่ 99 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รองผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการกองบัญชาการตำรวจนครบาล ประชุมเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยของประชาชน ด้วยการนำปัญญาประศิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุอัตวินิบาตกรรมในพื้นที่สาธารณะที่มีความเสี่ยงสูง โดยได้กำหนดให้ "สะพานพระรามที่ 8" เป็นพื้นที่นำร่อง เชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เคยเกิดเหตุมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เคยขาดช่วง และในขณะนี้ที่มีการประชุมก็ได้รับแจ้งว่าช่วงเวลา 11:10 น.มีเหตุพบศพ 2 ศพ เป็นหญิงที่มีลักษณะการแต่งกายเป็นชายลอยติดใต้โป๊ะสะพานพระราม 8 ซึ่งขณะนี้กู้ภัยกำลังเร่งกู้ร่างขึ้นเพื่อชันสูตร ซึ่งทำให้สะท้อนข้อจำกัดของการเฝ้าระวังที่ผ่านมา การป้องกันเหตุยังคงพึ่งพากำลังเจ้าหน้าที่เป็นหลัก ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและต้องการทั้ง "ความรวตเร็ว" และ "ความแม่นยำ" ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตที่ทุกวินาทีมีความหมาย และการตัดสินใจเพียงไม่กี่นาที ก็อาจเป็นตัวกำหนดระหว่าง "การช่วยชีวิต" กับ "การสูญเสีย" ได้อย่างชัดเจน
ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จึงนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามาวิเคราะห์ภาพจากล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การยืนนิ่งผิดปกติ การเดินวน หรือการพยายามปืนชอบสะพาน พร้อมแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าระงับเหตุและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
นอกจากการป้องกันเหตุแล้ว ระบบยังสามารถบันทึกภาพและข้อมูลเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้สนับสนุนการสืบสวนสอบสวน เพิ่มความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ลดข้อสงสัยในกรณีการเสียชีวิต และเสริมสร้างความเชื่อมันต่อกระบวนการยุติธรรม
ปัจจุบัน โครงการได้ก้าวเข้าสู่ ระยะติดตั้งระบบในพื้นที่จริงและเตรียมใช้งานเต็มรูปแบบ จึงมีการจัดอบรมและชักซ้อมเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบูรณาการ
การปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ขอเรียนว่าความสำเร็จของโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย "การบูรณาการความร่วมมือ" จากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ หน่วยกู้ภัย หน่วยงานด้านสารณสุข และะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็น "ต้นแบบระดับประเทศ" ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการป้องกันเหตุเชิงรุก และจะทำให้ลดความสูญเสีย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ พร้อมขยายผลไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่นทั่วประเทศในอนาคต
# เพราะทุกวินาทีมีความหมาย และทุกชีวิตมีคุณค่าเสมอ #
ขอขอบคุณ
พ.ต.อ.สุขสันต์ แสนสวัสดิ์
ผกก.ฝอ.บก.อก.บช.น.
สนับสนุนข้อมูลข่าวสาร



























