วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ทรู คิกออฟ “AI Master for Media by True” คอร์สพิเศษเพื่อสื่อยุค AI ปลดล็อกพลัง AI อัปสกิลสื่อสาร ทำงานเร็วขึ้น คิดลึกขึ้น และสร้างสรรค์อย่างรับผิดชอบ

 ทรู คิกออฟ “AI Master for Media by True” คอร์สพิเศษเพื่อสื่อยุค AI ปลดล็อกพลัง AI อัปสกิลสื่อสาร ทำงานเร็วขึ้น คิดลึกขึ้น และสร้างสรรค์อย่างรับผิดชอบ

 


กรุงเทพฯ 4 กรกฎาคม 2569 –  ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี เดินหน้าสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และยกระดับทักษะคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI เปิดการอบรมหลักสูตรพิเศษ “AI Mastery for Media by True” ที่ออกแบบขึ้นสำหรับสื่อมวลชนโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “ทำงานเร็วขึ้น คิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น ด้วย AI ที่เหมาะกับการนำเสนอข่าว” โดยมีสื่อมวลชนจากองค์กรวิชาชีพ อาทิ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สำนักข่าวอิศรา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC) สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และสำนักข่าวชั้นนำของไทยเข้าร่วมจำนวน 30 คน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งเวสต์)

 


โดยมีผู้บริหารทรู คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วย คุณพิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าสายงานสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ คุณชัดชนัญญ์ คงเดชะกุล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจและการเติบโตแบบบูรณาการ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและเปิดเส้นทางการเรียนรู้ครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สื่อไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำ ตั้งแต่การค้นหาและจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ประเด็นอย่างรอบด้าน ไปจนถึงการสร้างสรรค์งานข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์ ควบคู่กับความถูกต้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ และมีจริยธรรมทางวิชาชีพ

 



เจาะลึก “AI Master for Media by True” ตอบโจทย์สื่อมวลชลยุค AI

 


สื่อมวลชน จะได้ร่วมเปิดประตูสู่อนาคตและร่วมเส้นทาง AI Transformation ไปด้วยกัน กับหลักสูตรสุดเข้มข้นตลอด 4 สัปดาห์ ของเดือนกรกฎาคม 2569 ได้แก่



• สัปดาห์ที่ 1 “What is AI?” - ปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ Generative AI ทำงานอย่างไร รู้จักเครื่องมือ AI ที่ช่วยงานสื่อและงานข่าว แยกงานที่เหมาะสมกับ AI และงานที่ยังต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์

 


• สัปดาห์ที่ 2 “AI at Work” – เขียน Prompt ให้ AI ตอบโจทย์การทำงานได้มากขึ้น ใช้ Claude ช่วยงานข่าวและงานคอนเทนต์จริง ประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์จาก AI

 


• สัปดาห์ที่ 3 “Put AI to Work” ใช้ NotebookLM สรุปข้อมูลและสร้าง briefing ได้เร็วขึ้น สร้าง Workflow การทำงานร่วมกับ AI สำหรับงานของตัวเอง และทดลองใช้ AI กับงานจริงในชีวิตประจำวัน

 


• สัปดาห์ที่ 4 “Work Smart” เข้าใจหลักการทำงานของ AI Workflow และ Automation สร้าง Workflow ให้ AI ช่วยทำงานซ้ำๆ ได้อัตโนมัติ ตลอดจนออกแบบระบบการทำงาน AI สำหรับงานของตัวเอง

 


การเปิดหลักสูตร “AI Master for Media by True” ให้แก่สื่อมวลชน ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะดิจิทัลมาสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Big Moves 2026” ที่กำหนดให้ AI เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น AI-First Organization ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ AI for All เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI, AI as a Growth Engine เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และ AI-Powered Operations เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ภายใต้หลัก Responsible AI ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรม ความโปร่งใส และความปลอดภัยของข้อมูล

‘ดร.พิจิตต’ เตือนโลกเข้าสู่ยุค “ภัยซ้อนภัย” ชี้ กทม.เสี่ยงร้อนจัด-น้ำท่วม เร่งสร้าง “เมืองยืดหยุ่น” รับมือวิกฤตอนาคต

 ‘ดร.พิจิตต’ เตือนโลกเข้าสู่ยุค “ภัยซ้อนภัย” ชี้ กทม.เสี่ยงร้อนจัด-น้ำท่วม เร่งสร้าง “เมืองยืดหยุ่น” รับมือวิกฤตอนาคต



เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องบุหงา ชั้น 3 โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน ถนนพระราม 9 กรุงเทพมหานคร ดร.พิจิตต รัตตกุล ที่ปรึกษาพิเศษองค์กรเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (Asian Disaster Preparedness Center : ADPC) บรรยายพิเศษหัวข้อ “ภัยพิบัติของเมืองที่เผชิญอยู่” แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตรมหานคร รุ่นที่ 14 โดยสะท้อนภาพความท้าทายของเมืองใหญ่ทั่วโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมเตือนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Poly Crisis” หรือ “ภัยซ้อนภัย” ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว



ดร.พิจิตตกล่าวว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้เผชิญเพียงภัยธรรมชาติ แต่ยังมีวิกฤตเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขเกิดขึ้นพร้อมกัน เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายความเสี่ยงที่ซับซ้อน ส่งผลให้การบริหารจัดการแบบแยกส่วนไม่เพียงพออีกต่อไป จำเป็นต้องบูรณาการทุกมิติในการรับมือ



ทั้งนี้ ข้อมูลตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าโลกเผชิญภัยพิบัติขนาดกลางและขนาดใหญ่เฉลี่ยปีละ 350-500 ครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มเป็นราว 560 ครั้งต่อปีภายในปี 2573 หรือเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์ต่อวัน หากยังไม่สามารถลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างได้อย่างจริงจัง



สำหรับกรุงเทพมหานคร ดร.พิจิตตระบุว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเปราะบางสูง โดยแต่ละปีมีวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสถึง 100-120 วัน ขณะที่ค่าดัชนีความร้อนในบางช่วงสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ เมืองยังเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ



ดร.พิจิตตเสนอให้เร่งพัฒนา “เมืองยืดหยุ่น” (Resilient City) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง บูรณาการการทำงานผ่านระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) ศูนย์บัญชาการเหตุฉุกเฉิน (EOC) รวมถึงแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กร (BCP) และมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจ



“เมืองที่ยืดหยุ่นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เมืองที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะสามารถลดความสูญเสียและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้รวดเร็วและยั่งยืนกว่า” ดร.พิจิตตกล่าว


ด้าน ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนรอยต่อแผ่นเปลือกโลกโดยตรง แต่ยังได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและมีรอยเลื่อนมีพลังประมาณ 14 แนว จึงยังมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ แม้จะเกิดไม่บ่อย พร้อมย้ำว่าบทเรียนจากเหตุแผ่นดินไหวจังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2557 แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานอาคาร การวางผังเมือง และการเตรียมพร้อมรับมืออย่างต่อเนื่อง



ศ.ดร.เป็นหนึ่งยังกล่าวถึงบทเรียนจากเหตุสึนามิปี 2547 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถแจ้งเตือนภัยได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที หากเกิดแผ่นดินไหวในทะเลอันดามัน ทำให้ประชาชนมีเวลาอพยพก่อนคลื่นสึนามิถึงชายฝั่งราว 1 ชั่วโมงครึ่ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือพฤติกรรมการอพยพ หากประชาชนใช้รถยนต์พร้อมกันจะเกิดปัญหาการจราจรติดขัดและเพิ่มความสูญเสีย จึงควรส่งเสริมการอพยพด้วยการเดินเท้า พร้อมซักซ้อมแผนและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต

//