วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

ลุยแนวหน้าอธิปไตย! พคบ.17 บุกชายแดนจันทบุรี ดูหลักเขต 52 โครงการรั้วไทย–กัมพูชา

 ลุยแนวหน้าอธิปไตย! พคบ.17 บุกชายแดนจันทบุรี ดูหลักเขต 52 โครงการรั้วไทย–กัมพูชา



จันทบุรี – เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.สมท.กอ.รมน.) นำคณะผู้เข้าอบรม หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร (พคบ.) รุ่นที่ 17 ลงพื้นที่ศึกษาดูงานตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ หลักเขตแดนที่ 52 อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อเสริมความรู้ด้านความมั่นคงและรับฟังสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดน



ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้รับฟังการบรรยายสรุปจากผู้บังคับบัญชาหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ ถึงความสำคัญของ หลักเขตแดนที่ 52 ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการปักปันเขตแดนระหว่างประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา โดยในช่วงปลายปี 2568 ได้มีการสำรวจแนวพื้นที่และปักหมุดอ้างอิงชั่วคราว ระหว่าง หลักเขตที่ 52–59 ระยะทางรวม 8.3 กิโลเมตร เพื่อเตรียมดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดนถาวรในอนาคต



รายงานระบุว่า กองทัพเรือ ได้เดินหน้าโครงการก่อสร้าง รั้วเขตแดนถาวรและถนนเลียบแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยเฉพาะบริเวณช่วง หลักเขต 52–54 เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ การลักลอบข้ามแดน และการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ



สำหรับรูปแบบรั้วชายแดน จะเป็น รั้วคอนกรีตเสริมเหล็กติดตั้งลวดหนามหีบเพลง ความสูงประมาณ 3.5 เมตร ดำเนินการตามมติของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการปักหมุดอ้างอิงชั่วคราวแล้วครบระยะทาง 8.3 กิโลเมตร



โครงการดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนของประเทศ


จากนั้น คณะผู้เข้าอบรมได้เดินทางไปรับฟังการบรรยายจาก กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจของกองทัพเรือที่รับผิดชอบภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในพื้นที่ภาคตะวันออก



ทั้งนี้ กปช.จต. มีบทบาทสำคัญในการ ป้องกันและรักษาอธิปไตยของชาติ คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด รวมถึงพื้นที่เขตน่านน้ำภายใน ทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยของประเทศในทุกมิติ



การลงพื้นที่ของผู้เข้าอบรมหลักสูตร พคบ. รุ่นที่ 17 ในครั้งนี้ นอกจากเป็นการศึกษาภารกิจด้านความมั่นคงเชิงประจักษ์แล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง ภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

///

ทรู ชี้เบาะแสศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และ กสทช. บุกทลายจุดลักลอบส่งสัญญาณเน็ตข้ามแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย

 ทรู ชี้เบาะแสศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)  และ กสทช. บุกทลายจุดลักลอบส่งสัญญาณเน็ตข้ามแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย




▪️หลังระบบเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานเครือข่ายของทรู ตรวจพบพฤติกรรมผิดปกติ


แม่สอด, ตาก - 5 มีนาคม 2569 – ทรู ตรวจพบความผิดปกติของการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านระบบเทคโนโลยีเฝ้าระวังและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานเครือข่ายของบริษัท ซึ่งพบรูปแบบการใช้บริการที่มีลักษณะต้องสงสัย จึงได้รวบรวมข้อมูลและประสานศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ สำนักงาน กสทช. นำไปสู่การตรวจสอบพื้นที่และปฏิบัติการเข้าตรวจค้นบริษัทต้องสงสัยในตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ชายแดนไทย-เมียนมา พร้อมตัดวงจรจุดลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ซึ่งต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย



การตรวจสอบเริ่มต้นจากระบบเฝ้าระวังเครือข่ายของทรูที่ตรวจพบพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญจากผู้ใช้บริการ 2 รายที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทตั้งอยู่สถานที่เดียวกัน โดยมีการขอเปิดวงจรอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยในระยะแรกมีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับปกติ



อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการใช้งานเครือข่ายระหว่างวันที่ 22–25 กุมภาพันธ์ 2569 ทรูตรวจพบว่าปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตพุ่งสูงต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยแทบไม่มีช่วงหยุดใช้งาน ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานของสำนักงานทั่วไป อีกทั้ง สถานที่ติดตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเมย ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นพื้นที่ในประเทศเมียนมา จึงนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)  โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ สำนักงาน กสทช.



นอกจากนี้ ทรูพบหลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้นว่าอาคารดังกล่าว ไม่มีผู้พักอาศัยประจำ โดยมีพนักงานมาประจำประมาณ 2-3 คนเท่านั้น จึงยิ่งเพิ่มข้อสงสัยว่าอาจมีการใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นจุดส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน อีกทั้ง พบตู้ดัดแปลงอุปกรณ์เครือข่ายขนาดใหญ่ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์ Network Management และ Gateway เพิ่มเติม ที่ไม่ได้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของผู้ให้บริการ



ลักษณะการติดตั้งดังกล่าวบ่งชี้ว่าอาคารแห่งนี้ถูกดัดแปลงให้ทำหน้าที่เป็นจุดรับ และส่งต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Relay Node) รับสัญญาณจากฝั่งไทยแล้วส่งต่อข้ามแม่น้ำเมยไปยังฝั่งเมียนมา



ทรูจึงนำส่งข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมดให้กับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)  โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ สำนักงาน กสทช. เพื่อดำเนินการตรวจสอบและเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การตรวจค้นและตัดวงจรการลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนที่ต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับเครือข่าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์



พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช สารวัตรกลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กล่าวว่า “เบาะแสเริ่มต้นจากข้อมูลความผิดปกติของการใช้อินเทอร์เน็ตในพื้นที่บริษัทแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอด ซึ่งตั้งอยู่ติดแนวชายแดน เจ้าหน้าที่จึงติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดและรวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถขอหมายค้นจากศาลเพื่อตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว



ผลการตรวจค้นพบการติดตั้งและดัดแปลงอุปกรณ์เพื่อส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนไปยังเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงประสานผู้ให้บริการตัดวงจรบริการทันที พร้อมยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลักฐาน และอยู่ระหว่างติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย”


นายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. กล่าวว่า “ในพื้นที่ชายแดนต่างๆ รวมทั้งชายแดนไทย-เมียนมา เป็นจุดเสี่ยงต่อการลักลอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ง่าย เนื่องจากเป็นพื้นที่พรมแดนติดกัน ทาง กสทช. จึงได้ร่วมทรู และผู้ให้บริการต่างๆ เข้มงวดในการตรวจสอบ และปฏิบัติตามมาตรการของ กสทช. อย่างเคร่งครัดในการควบคุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือการติดตั้งเสาสัญญาณตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบใช้งานข้ามพรมแดนอย่างเด็ดขาด เมื่อใดที่ตรวจพบก็จะร่วมมือกับทรูและ CIB ดำเนินคดีทันที”



นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรูทำงานร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)  โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ สำนักงาน กสทช. อย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเฝ้าระวังและตรวจจับพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ผิดปกติในพื้นที่ชายแดน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้โครงข่ายถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของอาชญากรรมออนไลน์  ซึ่งการตรวจจับครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเฝ้าระวังและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานเครือข่ายมาใช้ เพื่อช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชน”


นอกจากการสนับสนุนการปราบปรามอาชญากรรมเชิงรุกแล้ว ทรูยังเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการจำหน่ายและลงทะเบียนซิมการ์ด พร้อมนำเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบความเสี่ยงของการใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อป้องกันการนำซิมไปใช้ในทางที่ผิด


ขณะเดียวกัน ทรูยังให้บริการ “ทรูไซเบอร์เซฟ” (True CyberSafe) แก่ลูกค้าทรูและดีแทคทุกเลขหมายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยออนไลน์อัตโนมัติในระดับโครงข่าย ที่สามารถ แจ้งเตือนสายเรียกเข้าที่อาจเป็นมิจฉาชีพ แจ้งเตือน SMS ที่มีความเสี่ยง รวมถึงบล็อกลิงก์และเว็บไซต์ต้องสงสัยที่มากับข้อความได้ทันที โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม


บรรยายภาพ: นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ ที่ปรึกษาด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตัวแทนบริษัทฯ ร่วมกับ พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช สารวัตรกลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และนายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. ปฏิบัติการกวาดล้างจุดลักลอบส่งสัญญาณเน็ตข้ามแดนไทย-เมียนมา และยึดอุปกรณ์ผิดกฎหมายที่จุดต้องสังสัย ตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง