วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประยุกต์วิถีทำบุญสุดยิ่งใหญ่ "ในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี 2569" เพื่อผู้ให้และขยายโอกาสแก่ผู้ยากไว้ พร้อมเพิ่มงบประมาณจัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ รวมมูลค่า 15.8 ล้านบาท สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประยุกต์วิถีทำบุญสุดยิ่งใหญ่ "ในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี 2569" เพื่อผู้ให้และขยายโอกาสแก่ผู้ยากไว้ พร้อมเพิ่มงบประมาณจัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ รวมมูลค่า 15.8 ล้านบาท สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น




เมื่อเวลา 09:00 น.วันนี้ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายกอบชัย ซอโสตถิกุล รองประธานกรรมการ, นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ, นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการ และเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ และ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ/อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 จำนวน 9,000 ชุด พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งในปีนี้มูลนิธิฯ ได้ปรับวิธีการแจกจ่ายเพื่อกระจายโอกาสให้กับผู้ยากไร้มากยิ่งขึ้น ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือเส้นหมื่ น้ำปลา น้ำมันพืช ขนมเสื้อผ้า รองเท้าแตะฟองน้ำ ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนหน่วยงานในเครือมูลนิธิฯ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางศิริพร โอภาสวงศ์, นางศริวรรณ โอภาสวงศ์ และนายพลภัทร เตชะหรูวิจิตร ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ







     โดยบรรยากาศภายในงาน ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปีน นำโดย นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นายวสวิศร์ ศตพิพัฒน์ (ต้น-จักรกฤษณ์) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋) นางสาวพิจักขณา วงศารัตนศิลป์ (น้ำตาล) นางสาวพัชร์สิตา อธิอนันตศักดิ์ (เกรช-พัชร์สิตา) นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวเบญญาภา จันใจ (ขิม) ฯลฯ ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งได้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่และอาสาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นมา








     งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเช่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานมหาบุญที่ครบทั้งการทำบุญและ ให้ทาน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดย งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ประยุกต์วิถีทำบุญใหญ่เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้สามารถร่วมบุญตามประเพณีพร้อมสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย ลดการสัมผัสสิ่งของเพื่อป้องกันการแพร่ระบาลของไวรัสเพื่อความปลอดภัยทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมถึงเพิ่มจำนวนและสิ่งของในชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ และขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตกรุงทพมหานครที่มูลนิธิฯ ได้กระจายครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ปล่อยคาราวานลงพื้นที่แลกจ่ายให้แก่ผู้ยากไว้ในพื้นที่ 6 เขต กรุงเทพฯ โดยมี รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธานในพิธี รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท








     ทั้งนี้ ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.faccbook.com/atpohtocktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ Anps:/:/Dinktr.cc/pohocktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

     มูนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมืองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งเแรงตลอดไป









ขอขอบคุณ

คุณ เปิ้ล ฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

สนับสนุนข้อมูลข่าวสาร

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

ศาลปกครองกลาง ไม่พิจารณาปม”เอกชน” นำเข้าปลาหมอคางดำ ชี้ชัด “กรมประมง” อนุญาตเอง แต่ละเลยควบคุม

 ศาลปกครองกลาง ไม่พิจารณาปม”เอกชน” นำเข้าปลาหมอคางดำ  

   ชี้ชัด “กรมประมง” อนุญาตเอง แต่ละเลยควบคุม


ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ กรมประมง เร่งแผนแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ พร้อมให้ประกาศ ‘สมุทรสงคราม’ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ รับการเยียวยา  / ส่วนกรณี ‘เอกชน’ ที่นำเข้ามานั้น  ศาลมองว่า กรมประมง รู้อยู่แล้ว แต่กลับละเลยการทำหน้าที่เอง  



ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่ชาวบ้านและผู้แทนเกษตรกรประมงพื้นบ้าน รวม 54 ราย ร่วมกับสภาทนายความ ยื่นฟ้องกรมประมง อธิบดีกรมประมง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรวม 18 ราย กรณีละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างหนักของ "ปลาหมอคางดำ" จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชน

 

โดยศาลพิพากษาให้ “กรมประมง และอธิบดีกรมประมง” ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชกำหนดการประมง ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอดางดำ ตามแผนปฏิบัติการและมาตรการอื่น ๆ ที่จำเป็น  โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการ ร่วมกันกำกับดูแลและสนับสนุนให้ดำเนินการแผน  ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่คดีที่ถึงที่สุด


และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พิจารณาออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงคราม ในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมือง และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ฟ้องค์ดี   เฉพาะผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการระบาด โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด


ส่วนประเด็นของ”บริษัทเอกชน” ที่นำเข้ามาเพื่อการวิจัยนั้น ศาลพิจารณาว่า  กรมประมงทราบอยู่แล้ว ว่าหากมีการอนุญาตให้นำปลาหมอคางดำซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นเข้ามาในราชอาจักร  อาจจะส่งผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมือง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นับตั้งแต่มีการอนุญาตเมื่อ 2553  ทางกรมประมงกลับไม่เคยมีการดำเนินการควบคุม ตรวจสอบการศึกษาวิจัย ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่ขออนุญาตหรือไม่ 



“กรณีนี้ จึงถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น ตาม พ.ร.บ.ประมง 2490  ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาการระบาด ช่วงปี 2555-2559 ซึ่งไม่ว่าปัญหาดังกล่าวจะเกิดจากการกระทำของบริษัทผู้ขอทำวิจัยหรือไม่ ทางกรมประมงซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาตามมาตรการต่าง ๆ มาโดยตลอด  แต่ถือเป็นเพียงความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น  ซึ่งปัญหานี้ยังไม่หมดสิ้นไป กรณีนี้ต้องถือว่ากรมประมง และอธิบดีกรมประมง ยังคงมีหน้าที่ในการแก้ไขต่อไป  โดยผู้ถูกร้องยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ได้ภายใน 30 วัน


ทั้งนี้การพิพากษาของศาลปกครองครั้งนี้  พิจารณาเฉพาะในประเด็นการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาด และประกาศพื้นที่ระบาดเป็นเขตช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น ส่วนประเด็นความเสียหายการฟื้นฟูระบบนิเวศ และประเด็นการให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากเอกชน  ทางศาลปกครองมิได้พิจารณาแต่อย่างใด 



แต่ในส่วนของคดีแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่   ซึ่งในเรื่องนี้ อาจต้องมีการพิจารณาถึงหลักฐานการนำเข้า ว่ามีจำนวนกี่ครั้ง  โดยใครบ้าง เนื่องจากผลการวิจัย DNA ปลาหมอคางดำโดยทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และจากกรมประมงเองชี้ตรงกันว่า “พบปลาหลากหลายรหัสพันธุกรรม” ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า”มีการนำเข้ามาอีกหลายครั้งหรือไม่”  ซึ่งถือว่าเป็นข้อพิจารณาสำคัญในการชี้ว่า “ใครคือผู้ที่ต้องชดใช้ความเสียหาย”  จึงต้องติดตามกันต่อไป