วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

อำเภอบางไทรร่วมกับบริษัท ปัญจพล พัลล์ อินดัสตรี้ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 1 เกี่ยวกับการปรับรายละเอียดโครงการโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ รวมถึงมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม

 อำเภอบางไทรร่วมกับบริษัท ปัญจพล พัลล์ อินดัสตรี้ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 1 เกี่ยวกับการปรับรายละเอียดโครงการโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ รวมถึงมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม




เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ โดมวัดสุนทราราม ตำบลห่อหมก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสวัสดิ์ ภูษณะดิลก ผู้ตรวจการโรงงาน ผู้แทนบริษัท ปัญจพล พัลพ์อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้กล่าวรายงาน ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อร่างรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ (ครั้งที่ 1) บริษัท ปัญจพล พัลล์ อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) โดยมี นายธนโชติ โสภณบุญกิจ ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำเภอบางไทร เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนภาคประชาชน ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนาสื่อมวลชน เข้าร่วมประชุม




         นายสวัสดิ์ ภูษณะดิลก ผู้ตรวจการโรงงาน ผู้แทนบริษัท ปัญจพล พัลพ์อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า บริษัท ปัญจพล พัลล์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบกิจการผลิตเยื่อกระดาษ กำลังการผลิต 275 ตัน/วัน กำลังการผลิตกระดาษคราฟท์และกระดาษพิมพ์เขียน 880 ตัน/วัน ซึ่งได้รับความเห็นชอบในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ จากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2535 ซึ่งภายหลังได้รับความเห็นชอบในรายงานฯ ได้ดำเนินงานตามแนวทางเสมอมา






       ปัจจุบันได้มีการนำพื้นที่ว่างเพื่อรอการใช้ประโยชน์มาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินและบนหลังคา กำลังการผลิตติดตั้งตามแผงรวม 15,469.62 กิโลวัตต์ หรือ 15.469 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งทบทวนรายละเอียดโครงการ มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับการสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการดำเนินกิจกรรมการผลิตที่ผ่านมาโครงการได้ปรับปรุงและแก้ไขการดำเนินงานให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด ประกอบกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ครั้งนี้ มีความจำเป็นต้องทำการศึกษาผลกระทบภาพรวมที่เกิดขึ้นพร้อมกับจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเผยแพร่ข้อมูลโครงการต่อสาธารณชน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อหโดยบริษัท ปัญจพล พัลล์ อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงการพัฒนาโคสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป





       โดยทางโครงการมีความประสงค์ในการทบทวนและเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการที่แตกต่างจากที่ได้เสนอไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการตั้งโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ จากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หนังสือเลขที่ วพ 0504/4435 ลงวันที่ 3 เมษายน 2535 และผลการพิจารณาข้อมูลและมาตรการเพิ่มเติมของโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ จากสำนักงานโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม

หนังสือที่ วว 0804/3524 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2536 เพื่อให้สอดดคล้องกับข้อมูลในปัจจุบันและขออนุญาต ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วย




        การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินบริเวณพื้นที่ว่างรอการใช้ประโยชน์ กำลังการผลิตติดตั้งตามแผง 15.358.32 กิโลวัตต์ และระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาอาคารสำนักงาน กำลังการผลิตลิตติตั้งตามแผง 110.70 กิโลวัตต์ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด 15.469.62 กิโลวัตต์ หรือ 15.470 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงถ่านหินทบทวนรายละเอียดโครงการตามที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการเยื่อกระดาษ กระดาษพิมพ์เขียน ได้แก่ ขนาดพื้นที่โครงการ ผังการใช้ประโยชน์พื้นที่โครงการ รายการขบวนการผลิต ระบบสาธารณูปโภค มลพิษและการควบคุม อาชีวอนามั้ยและความปลอด การจัดตั้งคณะกรรมการกำกับสิ่งแวดล้อม แผนการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน รวบรวมและทบทวนข้อมูลสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เช่น ทรัพยากรกายภาพทรัพยากรชีวภาพคุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าคุณภาพชีวิต รวมถึงการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เช่นการตรวจวัดคุณภาพอากาศ การตรวจวัดระดับเสียง และคุณภาพน้ำผิวดิน เพื่อนำมาใช้ในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ๆ ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ พร้อมทั้งทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน

     

กัญญ์พรภัสร์ เอี่ยมมีชัย/รายงาน

สนใจของผู้บริโภคที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ แม้อยู่ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งในด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของงานมากกว่า 4 หมื่นคัน

 



      ครึ่งทาง “บางกอก มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 47 ยอดจองทะลุ 4 หมื่นคัน

      บรรยากาศครึ่งทางของงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ยังคงคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ แม้อยู่ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งในด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของงานมากกว่า 4 หมื่นคัน

     


     นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน เปิดเผยว่า“ยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของการจัดงานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดมาจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ภายในงาน รวมถึงการแข่งขันด้านแคมเปญส่งเสริมการขายจากค่ายรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ของแถม และแพ็กเกจบำรุงรักษา ซึ่งล้วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งทางของการจัดงานมีจำนวนทั้งสิ้น 41,778 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 68.8 เปอร์เซ็นต์



ขณะเดียวกัน การเข้ามาของแบรนด์รถยนต์จากต่างประเทศที่เดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความคึกคักให้กับงาน ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่กับราคาที่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด



     ในด้านจำนวนผู้เข้าชมงาน พบว่ามีผู้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อรถยนต์ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคมีความรอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้น กลุ่มผู้เข้าชมส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้ที่มีแผนซื้อจริง (Real Demand) มากกว่าการเข้าชม เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้คุณภาพของยอดจองในงานมีแนวโน้มที่ดี



     อย่างไรก็ตามผู้จัดงานประเมินว่า“ในช่วงครึ่งหลังของงาน โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้าย จะเป็นช่วงเร่งตัวของยอดจอง เนื่องจากผู้บริโภคที่รอเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายแบรนด์จะเริ่มตัดสินใจ ประกอบกับค่ายรถมักเพิ่มความเข้มข้นของโปรโมชั่นในช่วงท้าย” นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้าย

     สำหรับภาพรวมของงานในช่วงครึ่งทาง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดยานยนต์ไทยที่ยังคงมีความเคลื่อนไหว และสามารถสร้างแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ท่ามกลางปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจก็ตาม



     10 อันดับแบรนด์ที่มียอดจองสูงสุดภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

1.TOYOTA    5672 คัน                    2. MG           4217 คัน                    3.OMODA & JAECOO   3984 คัน 4.DEEPAL+NEVO   

3828 คัน      

5.GEELY       3213 คัน                    6.CHERY      2588 คัน                    7.GWM         2581 คัน                   

8.GAC           2489  คัน          9.HONDA     2479 คัน                  10.MAZDA   2132คัน                                   

    ที่มา: ข้อมูลตัวเลขยอดจองได้รับการแจ้งจากบริษัทฯ ที่เข้าร่วมงาน

     ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี