วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

ส.ว.ถกเดือด! เปิดปม “สนามกีฬาร้าง–โอนสะดุด” ทั่วประเทศ ชงยกเครื่องกฎหมาย ดันเอกชนร่วมฟื้น–ปลดล็อกท่องเที่ยวไทย

 ส.ว.ถกเดือด! เปิดปม “สนามกีฬาร้าง–โอนสะดุด” ทั่วประเทศ ชงยกเครื่องกฎหมาย ดันเอกชนร่วมฟื้น–ปลดล็อกท่องเที่ยวไทย



กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 426 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา ประชุมครั้งที่ 10/2569 โดยมีนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานกรรมาธิการ พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง รองประธานคนที่ 5 และคณะกรรมาธิการ ร่วมพิจารณาความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ พร้อมเปิดวงถกปัญหาเชิงโครงสร้างด้านท่องเที่ยวและกีฬาอย่างรอบด้าน



การประชุมเริ่มจากการฉายภาพ “เมืองพัทยา” ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว ที่มีศักยภาพยกระดับเศรษฐกิจประเทศ หากสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการขับเคลื่อนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และผู้นำองค์กร เพื่อคลี่คลายข้อจำกัดและสร้างการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน สภามีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและเชื่อมประสานให้เกิดผลลัพธ์เชิงระบบ



จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่ประเด็นสำคัญ คือ ปัญหาการโอนและบริหารจัดการสนามกีฬาทั่วประเทศ ซึ่งพบอุปสรรคสะสมหลายด้าน ทั้งการขาดบุคลากรและงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สภาพสนามที่ชำรุดจากการถูกทิ้งร้าง รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้



ที่ประชุมวิเคราะห์ว่า ปัญหาดังกล่าวมีรากเหง้ามาจากการดำเนินโครงการในอดีตที่ขาดการมีส่วนร่วมของพื้นที่ ลักษณะสั่งการจากส่วนกลาง ส่งผลให้บางแห่งก่อสร้างในพื้นที่ไม่เหมาะสม ขาดสาธารณูปโภค และติดข้อจำกัดด้านสิทธิที่ดิน เช่น พื้นที่ป่าสงวน อีกทั้งยังมีความไม่ชัดเจนของสัญญาและเงื่อนไขความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง



เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ที่ประชุมเสนอให้ใช้บันทึกข้อตกลง (MOU) เป็นกลไกชั่วคราวก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถหารายได้จากการใช้สนามกีฬา ภายใต้กรอบกฎหมาย นอกจากนี้ยังเสนอให้มีหน่วยงานกลางประเมินความพร้อมของ อปท. รวมถึงจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตามขนาดของสนามกีฬา


ขณะเดียวกัน ที่ประชุมแสดงความกังวลว่าจำนวนสนามกีฬาที่มีปัญหาอาจไม่ได้มีเพียงไม่กี่แห่ง แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงระดับ “หลักร้อยแห่ง” จึงเสนอให้เร่งสำรวจและตรวจสอบสนามกีฬาทั่วประเทศกว่า 171 แห่ง เพื่อประเมินสภาพการใช้งานจริง พร้อมกำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการรับมอบ และระบุผู้รับผิดชอบหากทรัพย์สินไม่สามารถใช้งานได้ตามมาตรฐาน



ในประเด็นการบริหารจัดการทรัพย์สินของภาครัฐ ยังพบปัญหาการโอนทรัพย์สินล่าช้าและภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับกรมธนารักษ์ ซึ่งมีมูลค่าหลักร้อยล้านบาท ที่ประชุมจึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับสถานการณ์จริง ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน และตั้งกลไกกลางในการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน


นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบ QR Code เพื่อติดตามสถานะโครงการและเพิ่มความโปร่งใส รวมถึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและให้คำแนะนำ


ช่วงท้ายของการประชุม ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางส่งเสริม “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสปาและการนวด เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ทั้งในด้านมาตรฐานบริการ การควบคุมการโฆษณา และการเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน


พร้อมกันนี้ มีข้อเสนอให้จัดทำระบบฐานข้อมูลกลาง (Provider ID) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้ให้บริการ และยกระดับการตรวจสอบ ขณะเดียวกันยังมีการถกเถียงเรื่องการกำหนดสัญชาติของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการ เพื่อรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะการผลักดันให้นวดแผนไทยเป็นอาชีพสงวน


ทั้งนี้ ที่ประชุมเตรียมเดินหน้าศึกษาประเด็นสำคัญเพิ่มเติม อาทิ ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์จากการแสดงดนตรีในสถานประกอบการ และปัญหานอมินีต่างชาติในธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและภาพลักษณ์ประเทศ


โดยสรุป ที่ประชุมเห็นพ้องว่า การแก้ไขปัญหาด้านท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องดำเนินการเชิงโครงสร้าง ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย การกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ทรัพย์สินของรัฐถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า 

//

อำเภอบางไทรร่วมกับบริษัท ปัญจพล พัลล์ อินดัสตรี้ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 1 เกี่ยวกับการปรับรายละเอียดโครงการโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ รวมถึงมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม

 อำเภอบางไทรร่วมกับบริษัท ปัญจพล พัลล์ อินดัสตรี้ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 1 เกี่ยวกับการปรับรายละเอียดโครงการโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ รวมถึงมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม




เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ โดมวัดสุนทราราม ตำบลห่อหมก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสวัสดิ์ ภูษณะดิลก ผู้ตรวจการโรงงาน ผู้แทนบริษัท ปัญจพล พัลพ์อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้กล่าวรายงาน ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อร่างรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ (ครั้งที่ 1) บริษัท ปัญจพล พัลล์ อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) โดยมี นายธนโชติ โสภณบุญกิจ ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำเภอบางไทร เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนภาคประชาชน ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนาสื่อมวลชน เข้าร่วมประชุม




         นายสวัสดิ์ ภูษณะดิลก ผู้ตรวจการโรงงาน ผู้แทนบริษัท ปัญจพล พัลพ์อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า บริษัท ปัญจพล พัลล์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบกิจการผลิตเยื่อกระดาษ กำลังการผลิต 275 ตัน/วัน กำลังการผลิตกระดาษคราฟท์และกระดาษพิมพ์เขียน 880 ตัน/วัน ซึ่งได้รับความเห็นชอบในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ จากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2535 ซึ่งภายหลังได้รับความเห็นชอบในรายงานฯ ได้ดำเนินงานตามแนวทางเสมอมา






       ปัจจุบันได้มีการนำพื้นที่ว่างเพื่อรอการใช้ประโยชน์มาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินและบนหลังคา กำลังการผลิตติดตั้งตามแผงรวม 15,469.62 กิโลวัตต์ หรือ 15.469 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งทบทวนรายละเอียดโครงการ มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับการสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการดำเนินกิจกรรมการผลิตที่ผ่านมาโครงการได้ปรับปรุงและแก้ไขการดำเนินงานให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด ประกอบกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ครั้งนี้ มีความจำเป็นต้องทำการศึกษาผลกระทบภาพรวมที่เกิดขึ้นพร้อมกับจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเผยแพร่ข้อมูลโครงการต่อสาธารณชน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อหโดยบริษัท ปัญจพล พัลล์ อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงการพัฒนาโคสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป





       โดยทางโครงการมีความประสงค์ในการทบทวนและเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการที่แตกต่างจากที่ได้เสนอไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการตั้งโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ จากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หนังสือเลขที่ วพ 0504/4435 ลงวันที่ 3 เมษายน 2535 และผลการพิจารณาข้อมูลและมาตรการเพิ่มเติมของโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ จากสำนักงานโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม

หนังสือที่ วว 0804/3524 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2536 เพื่อให้สอดดคล้องกับข้อมูลในปัจจุบันและขออนุญาต ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วย




        การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินบริเวณพื้นที่ว่างรอการใช้ประโยชน์ กำลังการผลิตติดตั้งตามแผง 15.358.32 กิโลวัตต์ และระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาอาคารสำนักงาน กำลังการผลิตลิตติตั้งตามแผง 110.70 กิโลวัตต์ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด 15.469.62 กิโลวัตต์ หรือ 15.470 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงถ่านหินทบทวนรายละเอียดโครงการตามที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการเยื่อกระดาษ กระดาษพิมพ์เขียน ได้แก่ ขนาดพื้นที่โครงการ ผังการใช้ประโยชน์พื้นที่โครงการ รายการขบวนการผลิต ระบบสาธารณูปโภค มลพิษและการควบคุม อาชีวอนามั้ยและความปลอด การจัดตั้งคณะกรรมการกำกับสิ่งแวดล้อม แผนการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน รวบรวมและทบทวนข้อมูลสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เช่น ทรัพยากรกายภาพทรัพยากรชีวภาพคุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าคุณภาพชีวิต รวมถึงการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เช่นการตรวจวัดคุณภาพอากาศ การตรวจวัดระดับเสียง และคุณภาพน้ำผิวดิน เพื่อนำมาใช้ในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ๆ ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ พร้อมทั้งทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน

     

กัญญ์พรภัสร์ เอี่ยมมีชัย/รายงาน

สนใจของผู้บริโภคที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ แม้อยู่ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งในด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของงานมากกว่า 4 หมื่นคัน

 



      ครึ่งทาง “บางกอก มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 47 ยอดจองทะลุ 4 หมื่นคัน

      บรรยากาศครึ่งทางของงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ยังคงคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ แม้อยู่ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งในด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของงานมากกว่า 4 หมื่นคัน

     


     นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน เปิดเผยว่า“ยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของการจัดงานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดมาจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ภายในงาน รวมถึงการแข่งขันด้านแคมเปญส่งเสริมการขายจากค่ายรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ของแถม และแพ็กเกจบำรุงรักษา ซึ่งล้วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งทางของการจัดงานมีจำนวนทั้งสิ้น 41,778 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 68.8 เปอร์เซ็นต์



ขณะเดียวกัน การเข้ามาของแบรนด์รถยนต์จากต่างประเทศที่เดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความคึกคักให้กับงาน ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่กับราคาที่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด



     ในด้านจำนวนผู้เข้าชมงาน พบว่ามีผู้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อรถยนต์ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคมีความรอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้น กลุ่มผู้เข้าชมส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้ที่มีแผนซื้อจริง (Real Demand) มากกว่าการเข้าชม เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้คุณภาพของยอดจองในงานมีแนวโน้มที่ดี



     อย่างไรก็ตามผู้จัดงานประเมินว่า“ในช่วงครึ่งหลังของงาน โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้าย จะเป็นช่วงเร่งตัวของยอดจอง เนื่องจากผู้บริโภคที่รอเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายแบรนด์จะเริ่มตัดสินใจ ประกอบกับค่ายรถมักเพิ่มความเข้มข้นของโปรโมชั่นในช่วงท้าย” นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้าย

     สำหรับภาพรวมของงานในช่วงครึ่งทาง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดยานยนต์ไทยที่ยังคงมีความเคลื่อนไหว และสามารถสร้างแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ท่ามกลางปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจก็ตาม



     10 อันดับแบรนด์ที่มียอดจองสูงสุดภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

1.TOYOTA    5672 คัน                    2. MG           4217 คัน                    3.OMODA & JAECOO   3984 คัน 4.DEEPAL+NEVO   

3828 คัน      

5.GEELY       3213 คัน                    6.CHERY      2588 คัน                    7.GWM         2581 คัน                   

8.GAC           2489  คัน          9.HONDA     2479 คัน                  10.MAZDA   2132คัน                                   

    ที่มา: ข้อมูลตัวเลขยอดจองได้รับการแจ้งจากบริษัทฯ ที่เข้าร่วมงาน

     ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี



เชิญชวนชิม “ข้าวแช่คลายร้อน” ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่

 เชิญชวนชิม “ข้าวแช่คลายร้อน” ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

    



ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ จัดเมนูต้อนรับฤดูร้อนตลอดเดือนเมษายนนี้ด้วย “ข้าวแช่” สำรับอาหารที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน หอมเย็นสดชื่น ด้วยการนำข้าวสารที่ผ่านการขัดจนหมดยางข้าวก่อนทำให้สุก เวลาทานจึงเติมน้ำเย็นที่มีกลิ่นหอมของดอกมะลิพร้อมน้ำแข็ง ทานคู่กับลูกกะปิ พริกหยวกสอดไส้ หมูฝอย หัวหอมสอดไส้ ปลาแห้งผัดหวาน และเครื่องผัดหวานต่าง ๆ เพียงชุดละ 399 บาท++ เท่านั้น 




พิเศษสุด!! ทานชุด “ข้าวแช่คลายร้อน” ได้ไม่อั้นเฉพาะมื้อกลางวัน ที่จัดบริการรวมในบุฟเฟต์นานาชาติพร้อมอาหารไทย 4 ภาค อาทิ แกงฮังเล ข้าวซอย แกงอ่อม เมี่ยงคำ ผัดพริกแกงใต้กระดูกหมู และ น้ำพริกอ่อง เป็นต้น ระหว่างเวลา 11.30 – 14.30 น.  เพียงท่านละ 659 บาทถ้วน (จากปกติ 900 บาท) 





โปรโมชั่นพิเศษ!! “วันผู้สูงอายุ 13 เมษายน 2569” สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพียงแสดงบัตรประชาชน ทานฟรี 1 ท่าน เมื่อจองทานครบ 4 ท่าน  ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น


สำรองที่นั่งโทร. 0-2276-4567 ต่อ 8413-4 หรือไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldcoffeeshop 


XAG Thailand เปิดเช่าโดรนเกษตรอัจฉริยะ XAG P100 Upgrade หนุนเกษตรกรตอบโจทย์ทำเกษตรยุคใหม่

 XAG Thailand เปิดเช่าโดรนเกษตรอัจฉริยะ XAG P100 Upgrade หนุนเกษตรกรตอบโจทย์ทำเกษตรยุคใหม่

 

XAG Thailand ในกลุ่มบริษัทเจียไต๋ ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย เปิดตัวบริการเช่าโดรนการเกษตร “XAG P100 Upgrade” แบบครบชุด ทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงเทคโนโลยีสำหรับเกษตรกรและผู้ให้บริการทางการเกษตร พร้อมเปิดโอกาสให้ทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจในระยะยาว

  


บริการดังกล่าวมาพร้อมการดูแลซ่อมบำรุงตลอดระยะเวลาการใช้งาน รวมถึงสิทธิ์ในการเลือกซื้อเครื่องในอนาคต โดยโดรนที่เปิดให้บริการเช่า ได้แก่ โดรน XAG P100 Upgrade ที่ได้รับการออกแบบสำหรับงานเกษตรโดยเฉพาะ สามารถนำไปใช้งานได้ทันทีหลังผ่านการอบรมและดำเนินการด้านเอกสารเรียบร้อย

 

สำหรับอัตราค่าเช่ามีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามลักษณะการใช้งาน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 10,000 บาท เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างของผู้ใช้งาน โดยผู้เช่าจะได้รับการอบรมทักษะการใช้งานตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนสามารถใช้งานได้จริงภายใน 1–3 วัน (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับพื้นฐานและประสบการณ์ของผู้เข้าอบรม) โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการเช่า โดยผู้เช่าสามารถเข้าอบรมได้ 1–2 คนต่อการเช่าโดรน 1 ลำ ณ ศูนย์ซ่อมและอะไหล่มาตรฐาน XAG Thailand Service Center อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ ค่าอบรมสามารถนำไปเป็นเงินประกันการเช่า และคืนเต็มจำนวนเมื่อสิ้นสุดสัญญา หากอุปกรณ์ไม่มีความเสียหาย

 

หลังผ่านการอบรม ผู้เช่าจะได้รับโดรนภายหลังการดำเนินการขึ้นทะเบียนใบอนุญาตใช้งาน ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน จึงสามารถนำไปใช้งานได้จริง  ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนก็สามารถเข้าร่วมได้ เนื่องจากมีการอบรมและดูแลอย่างใกล้ชิด



ปัจจุบันบริการเช่าโดรนเกษตรอัจฉริยะ XAG P100 Upgrade เปิดให้บริการในรูปแบบพื้นที่นำร่อง ครอบคลุมจังหวัดฉะเชิงเทราและนครนายก เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ซ่อมและอะไหล่มาตรฐาน XAG Thailand Service Center อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 090-962-8888 และทางเฟซบุ๊ก XAG – Thailand https://www.facebook.com/XAGThailand

_____


#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

SCG เร่งเกมเสริมเครือข่ายจัดจำหน่าย ฉลองผู้แทนจำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี 2568 และมอบรางวัลผู้แทนจำหน่ายยอดเยี่ยมทองต่อเนื่อง 40 ปี ดัน Digital Platform – ปรับพอร์ตสินค้า ตอบโจทย์ผู้บริโภค

 SCG เร่งเกมเสริมเครือข่ายจัดจำหน่าย ฉลองผู้แทนจำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี 2568 และมอบรางวัลผู้แทนจำหน่ายยอดเยี่ยมทองต่อเนื่อง 40 ปี ดัน Digital Platform – ปรับพอร์ตสินค้า ตอบโจทย์ผู้บริโภค

 

เอสซีจี โดย บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ธุรกิจเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล เดินหน้าตอกย้ำกลยุทธ์การเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ จัดงานประกาศเกียรติคุณ “ผู้แทนจำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี 2568” ณ วัน แบงค็อก ฟอรัม เพื่อยกย่องผู้แทนจำหน่ายที่มีผลงานโดดเด่น และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดวัสดุก่อสร้างไทย



ปัจจุบัน เอสซีจีมีเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายมากกว่า 350 ราย ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า ตั้งแต่ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงกลุ่มผู้พัฒนาโครงการ (Developer) ผู้รับเหมา (Contractor) และลูกค้ารายย่อย (B2C) อาทิ เจ้าของบ้าน และช่าง พร้อมทั้งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจในระดับภูมิภาค

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การมอบรางวัล “ผู้แทนจำหน่ายยอดเยี่ยมทองต่อเนื่อง 40 ปี” ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตร่วมกันอย่างยาวนาน โดยในปีนี้มีผู้แทนจำหน่าย 5 รายจากทั่วประเทศที่ได้รับรางวัล ได้แก่

บริษัท เจริญภัณฑ์พาณิชย์ (1984) จำกัด จังหวัดนครสวรรค์

บริษัท ไถ่เชียงวัสดุก่อสร้าง จำกัด จังหวัดชุมพร

บริษัท บ้านช้างกรุ๊ป จำกัด จังหวัดชลบุรี

บริษัท นพดลพานิช จำกัด จังหวัดเชียงใหม่

บริษัท สหสินไทยค้าวัตถุก่อสร้าง จำกัด จังหวัดนนทบุรี

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เอสซีจีและเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายได้ร่วมกันพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการนำ digital platform มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการขาย การพัฒนาช่องทางจำหน่ายแบบ omni-channel รวมถึงการยกระดับองค์ความรู้ด้านสินค้าและโซลูชันก่อสร้าง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

ขณะเดียวกัน เอสซีจียังเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาโซลูชันก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับแนวโน้มอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่การก่อสร้างอย่างยั่งยืน (green construction) และการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

รางวัลดังกล่าวจึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของผู้แทนจำหน่าย แต่ยังตอกย้ำบทบาทของเอสซีจีในการสร้าง “เครือข่ายพันธมิตรคุณภาพ” ที่แข็งแกร่ง พร้อมร่วมขับเคลื่อน ecosystem ทางธุรกิจ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยและเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

______


#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

เอไอเอ ประเทศไทย Kick off ปีที่ 88 เตรียมจัดคอนเสิร์ต “Let It Live - Let it Last – Let it Rock” นำทีมโดย Bodyslam และศิลปินชั้นนำคับคั่ง พร้อมชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่

 เอไอเอ ประเทศไทย Kick off ปีที่ 88 เตรียมจัดคอนเสิร์ต 

“Let It Live - Let it Last – Let it Rock” นำทีมโดย Bodyslam และศิลปินชั้นนำคับคั่ง พร้อมชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่




เอไอเอ ประเทศไทย จัดงาน Kick off ปีที่ 88 อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเปิดตัวคอนเสิร์ต “Let It Live - Let it Last – Let it Rock” โดยได้ คุณตูน อาทิวราห์ คงมาลัย และวง Bodyslam ร่วมแถลงข่าว ในฐานะศิลปินหลักของคอนเสิร์ตครั้งนี้ นอกจากนี้วง Bodyslam ยังได้ร่วมกิจกรรม Meet & Greet อย่างเป็นกันเองกับตัวแทนและพนักงานเอไอเอ โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับ นำโดย คุณตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาค คุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย คุณชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต คุณศรัณยา เทียนถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร ตัวแทน และพนักงาน ร่วมงานอย่างอบอุ่น ณ อาคารเอไอเอ ประเทศไทย สำนักงานใหญ่ 




สำหรับคอนเสิร์ต “Let It Live - Let it Last – Let it Rock” นอกจากวง Bodyslam แล้ว เอไอเอ ยังได้ยกขบวนศิลปินชั้นนำของไทยขึ้นเวที อาทิ ก้อง สหรัฐ, ดา เอ็นโดรฟิน, โจอี้ ภูวศิษฐ์, วี วิโอเลต และแขกรับเชิญพิเศษ บอย พีซเมกเกอร์ โดยจะชวนลูกค้าเอไอเอทั่วประเทศมาร่วมสนุก ส่งต่อพลัง และสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญไปด้วยกัน เพื่อเป็นร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 88 ปี เอไอเอ ประเทศไทย โดยคอนเสิร์ตจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี และสำหรับลูกค้าเอไอเอ สามารถติดตามกิจกรรมเพื่อรับสิทธิ์บัตรชมคอนเสิร์ตได้ทางสื่อออนไลน์ของเอไอเอ ประเทศไทย ทั้ง Line Official, Facebook, Instagram, และ TikTok AIA Thailand ได้ในเร็ว ๆ นี้






______


#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

 ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก






31 มีนาคม 2569 – บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ในกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินการชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz (ช่วงความถี่ 2600–2690 MHz) งวดที่ 3 เป็นจำนวนเงิน 2,868,598,666.52 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมวางหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามเงื่อนไขจากการประมูลคลื่นความถี่


การชำระเงินค่าคลื่นความถี่ดังกล่าว นำโดย นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร (ซ้าย) หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล และนางสาวกนกพร คุณชัยเจริญกุล (ขวา) หัวหน้าสายงานกลยุทธ์กฎระเบียบการกำกับดูแลกิจการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ ในการชำระค่าคลื่นความถี่ โดยมีนายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน (กลาง) รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงาน กสทช.



การชำระค่าคลื่นความถี่ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทรูในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการใช้งานดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วน


คลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz เป็นคลื่นหลักในการพัฒนาเครือข่าย 5G ที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งด้านความเร็วและความจุของโครงข่าย ทรูได้นำคลื่นดังกล่าวไปพัฒนาการให้บริการ 5G เพื่อยกระดับคุณภาพสัญญาณให้ครอบคลุม เร็ว แรงมากยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานดิจิทัลของประชาชน ธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม


พร้อมกันนี้ การใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างเต็มศักยภาพยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี 5G, IoT และ AI เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ


ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานมือถือของลูกค้า และสร้างรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

______


#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

บุกดอยแก้จน! กอ.รมน.บุกชายแดนภูชี้ฟ้า ปลุกอาชีพ–ปั้นรายได้ สร้าง ‘ความมั่นคงที่จับต้องได้

 บุกดอยแก้จน! กอ.รมน.บุกชายแดนภูชี้ฟ้า ปลุกอาชีพ–ปั้นรายได้ สร้าง ‘ความมั่นคงที่จับต้องได้



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ขยับเกมรุกลงพื้นที่ชายแดนภาคเหนือเต็มสูบ โดย พล.ท.ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ (ผอ.สมท.) นำคณะลุยพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 3 ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 1 เมษายน เพื่อติดตามงานมวลชนและสารนิเทศ พร้อม “คุมทิศ” การพัฒนาให้ตอบโจทย์ความมั่นคงปีงบประมาณ 2569 แบบบูรณาการเห็นผลจริง




จุดหมายแรก คณะลงพื้นที่บ้านร่มฟ้าไทย ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย พื้นที่ยุทธศาสตร์ครอบคลุมดอยยาว–ดอยผาหม่น–ดอยจิ ตรวจเยี่ยมการทำงานของศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่ (พมพ.) เน้นย้ำ “ข้อมูลพื้นที่ต้องแม่น” เดินหน้าส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และสื่อสารกับประชาชนให้เข้าถึงทุกกลุ่ม พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยบูรณาการกำลังแก้ปัญหาให้ตรงจุด ลดซ้ำซ้อน เห็นผลเป็นรูปธรรม



ไฮไลต์สำคัญ คณะเปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่แนวหน้า ทั้งปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในพื้นที่ เพื่อนำไป “ปลดล็อก” การทำงานให้คล่องตัวมากขึ้น หวังยกระดับประสิทธิภาพภารกิจความมั่นคงเชิงรุก



จากนั้น เดินทางต่อไปยังวนอุทยานภูชี้ฟ้า พบปะเกษตรกรพื้นที่สูงดอยผาหม่น ติดตามการพัฒนาอาชีพและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งถือเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก โดยเน้นต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ยั่งยืน พร้อมเติมกำลังใจให้ชุมชนยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้



การลงพื้นที่ครั้งนี้ สะท้อนชัดยุทธศาสตร์ กอ.รมน. ที่ไม่ใช่แค่ “ดูแลความมั่นคง” แต่ต้อง “สร้างความอยู่รอดให้ประชาชน” ควบคู่กันไป ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เดินหน้าสร้างชุมชนเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำ ปูฐานความมั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

//

จารึกประวัติศาสตร์! พลังศรัทธาหลั่งไหล อัญเชิญ “เทริดโนรา” ใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นประดิษฐานเหนือยอดอาคารสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ เฉลิมฉลองมรดกโลก UNESCO

 ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา7.00น. สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดมหาพิธีครั้งประวัติศาสตร์ที่สะกดสายตาคนไทยทั้งประเทศ ด้วยการอัญเชิญ “เทริดโนรา” ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นประดิษฐาน ณ จุดสูงสุดของอาคารสมาคมฯ เพื่อประกาศศักดาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจาก UNESCO โดยมีพุทธศาสนิกชนและพี่น้องชาวใต้จากทั่วทุกสารทิศร่วมงานอย่างเนืองแน่น



​บารมีธรรมและพระกรุณาธิคุณแผ่ไพศาล

​มหาพิธีในครั้งนี้ได้รับความเมตตาอย่างสูงสุดจาก เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เมตตาเดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และได้รับพระกรุณาจาก พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล​ ท่านเสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์เพื่อเป็นศิริมงคลในงานนี้






​พิธีกรรมอันเข้มขลังตามแบบแผนโบราณ

​ช่วงเช้า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ ในฐานะประธานฝ่ายดำเนินงาน นำคณะกรรมการสมาคมฯ ประกอบพิธีบวงสรวงอย่างยิ่งใหญ่ เริ่มจากการสักการะวิหารหลวงปู่ทวด องค์จตุคามรามเทพ และศาลตายาย โดยมีบัณฑิตพราหมณ์อ่านโองการบวงสรวง และ ราชครูโนราเฉลิมชัย มลวิเชียร ประกอบพิธีบูชาครูโนราเพื่อความเป็นสิริมงคล

​จากนั้นเป็นพิธีเชิญธงชาติไทยสู่ยอดเสา โดยมี ดร.เกรียงไกร ไกรนรา  ควบคุมแถวอย่างมีระเบียบ พร้อมผู้เชิญธง คุณวิรัตน์ แป้นแก้ว และ คุณนิพลฐ์ สุขภิบาล ท่ามกลางเสียงเพลงชาติที่กึกก้องไปทั่วบริเวณ




​รวมพลังศรัทธา อัญเชิญเทริดโนราสู่จุดสูงสุด

​เวลาสำคัญมาถึงเมื่อประธานฝ่ายสงฆ์และประธานฝ่ายฆราวาส เสด็จถึงบริเวณพิธี โดยมีคณะผู้บริหารสมาคมฯ นำโดย นายอารี ไกรนรา, นายสุรพล เลอวิศิษฏ์, ว่าที่ร้อยตรี สิทธิพร บาลทิพย์, ดร.อนันต์ ชูรักษ์, ดร.ชวิศ ชื่นเจริญ (อ.บอส) พร้อมด้วยผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ ผอ.ภาภิมล แหวนทองคำไตรรัตน์สัปปายะ, นางญาธิภา สิงห์สุวรรณ, คุณชลธิรศม์ เชาว์นิธิเกษมชัย, คุณวรินทร์ธาร ทองดี, คุณนมัสกฤต บังคมเนตร และ ดร.เบญจวีร์ ธีรสัมมาพงศ์ เฝ้ารับเสด็จและร่วมถวายพวงมาลัย











​ไฮไลต์ของงานคือพิธีจับสายสูตรอัญเชิญเทริดโนราขึ้นสู่ยอดอาคาร โดย สมเด็จธงชัย, พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล, นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ, คุณโสภา และคุณทวีศักดิ์ สุทิน ร่วมกันอัญเชิญสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณชาวใต้ขึ้นประดิษฐาน ท่ามกลางเสียงฆ้อง ปี่พาทย์ และการเจริญชัยมงคลคาถาจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง 9 รูป อาทิ พ่อท่านชอบ, พ่อท่านชัย, พ่อท่านรวย,  พ่อท่านหนึ่ง, พ่อท่านคลังแสง, พ่อท่านนุ้ย, ดร.สุรเชษฐ์ และพ่อท่านจุล





















​สืบสานตำนานมรดกโลกสู่ลูกหลาน

​ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ได้ทอดพระเนตรการแสดงรำโนราจับบท-ออกพรานอันตระการตา พร้อมประทานของที่ระลึกองค์จตุคามรามเทพแก่ผู้สนับสนุนทั้ง 14 ราย และประทานสัมภาษณ์พิเศษถึงความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโนรา ก่อนเสวยพระกระยาหารกลางวันร่วมกับคณะผู้บริหารสมาคมฯ










​งานมหาพิธีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสิริมงคลแก่ประชาชนไทย แต่ยังเป็นการปักหมุดหมายทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญ ณ สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งศรัทธาและแหล่งเรียนรู้ศิลปะโนราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยสืบไป

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน