วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เปิดตัวสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยฯ ลดความขัดแย้งโดยสันติ

 อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เปิดตัวสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยฯ ลดความขัดแย้งโดยสันติ



อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมงานเปิดตัว “สมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย” หวังให้เป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนภารกิจด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อลดความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ




วันนี้ (28 ก.พ.69) เวลา 10.00 น. ที่ห้องอมรินทร์ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพฯ นายแพทย์ ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานในพิธีเปิด “สมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย” พร้อมด้วย นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิฯ และ นายธปภัค บูรณะสิงห์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการระงับข้อพิพาท ร่วมเป็นเกียรติในพิธี โดยมี ดร.กัญญนันทน์ สิรคุปต์ธรานนท์ นายกสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย, ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, พ.ต.อ.ฤทธิชัย ช่างคำ รองผู้บังคับการสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน, คณะกรรมการสมาคมฯ, สมาชิกสมาคมฯ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมพิธี โดยก่อนเข้าสู่พิธีการ ได้มีพิธีรำลึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง



โดย นายแพทย์ ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานในพิธีเปิดตัวสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย ในวาระอันเป็นมงคลนี้ และขอแสดงความชื่นชมต่อคณะผู้ก่อตั้ง และคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดองค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา กระบวนการยุติธรรมทางเลือกของประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน สังคมไทยเผชิญความท้าทาย ด้านข้อพิพาททางแพ่ง ข้อพิพาทในระดับชุมชน และปัญหาหนี้สินของประชาชนจำนวนมาก กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความขัดแย้ง ผ่อนคลายภาระแห่งกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก และเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถหาทางออกร่วมกัน อย่างสันติ และเป็นธรรม



โดยการจัดตั้งสมาคมฯ แห่งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ไกล่เกลี่ย ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และจริยธรรมวิชาชีพอันมั่นคง อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชน ต่อกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการไกล่เกลี่ย และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประเทศ ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก่อประโยชน์แก่สังคมไทยโดยรวม



ด้าน ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับนายกสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นยุติธรรมทางเลือกก้าวแรกที่มีความหมายกับประเทศไทยอย่างมาก และยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรัฐบาลอีกทางหนึ่ง โดยในส่วนของสภาทนายความฯ ก็มีการไกล่เกลี่ยอยู่เช่นกัน และหวังว่าทั้งสองหน่วยงานจะได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านการไกล่เกลี่ย และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประเทศให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด เพื่อลดความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ และเป็นธรรมด้วยการไกล่เกลี่ย



ขณะที่ ดร.กัญญนันทน์ สิรคุปต์ธรานนท์ นายกสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย ได้กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมพิธีเปิดตัวสมาคมฯ ในวันนี้ และขอขอบคุณท่านประธานในพิธีที่กรุณามาเป็นประธานในพิธีครั้งนี้ สำหรับการก่อตั้งสมาคมฯ แห่งนี้ เป็นผลจากความตั้งใจร่วมกันของคณะผู้ก่อตั้ง และเครือข่ายผู้ไกล่เกลี่ย ที่ตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก และการจัดการปัญหาหนี้สินของประชาชน อันเป็นกลไกสำคัญในการลดความขัดแย้ง และสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม



สมาคมฯ จึงได้กำหนดบทบาทเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านวิชาการ และการปฏิบัติ มุ่งยกระดับมาตรฐานวิชาชีพผู้ไกล่เกลี่ยให้มีความรู้ ความเป็นกลาง และยึดมั่นในจริยธรรม พร้อมประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งการไกล่เกลี่ยมิใช่เพียงการยุติข้อพิพาท หากเป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นรากฐานของความสงบเรียบร้อยในสังคม



อย่างไรก็ตาม สมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย ขอประกาศเจตนารมณ์ที่จะดำเนินงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดหลักธรรมาภิบาล พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และการบริหารจัดการหนี้สินของประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก่อประโยชน์อย่างแท้จริง



อีสท์อีสท์ วอเตอร์ (EASTW) แกร่งหลายมิติ! โชว์ EBITDA ปี 68 พุ่ง 12% สะท้อนศักยภาพบริหารต้นทุน เดินหน้าแผนรับมือภัยแล้ง หนุนเทรนด์ Data Center - อุตสาหกรรมไฮเทค

 อีสท์อีสท์ วอเตอร์  (EASTW) แกร่งหลายมิติ! โชว์ EBITDA ปี 68 พุ่ง 12% สะท้อนศักยภาพบริหารต้นทุน เดินหน้าแผนรับมือภัยแล้ง หนุนเทรนด์ Data Center - อุตสาหกรรมไฮเทค


บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์  (EASTW) เผยผลประกอบการปี 2568 โชว์ศักยภาพการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ดัน EBITDA เติบโตมากกว่า 12%  แม้เผชิญปัจจัยภายนอกทั้งสภาพอากาศฝนตกชุกและสภาวะเศรษฐกิจโลก มุ่งเน้นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่รองรับความต้องการน้ำจากกลุ่มลูกค้า Data Center และอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่ EEC


นายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์  (EASTW)  เปิดเผยว่า ในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา TRIS RATING จัดอันดับเครดิตองค์กร อยู่ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม “Stable” สะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้จัดหาน้ำดิบรายใหญ่ซึ่งมีโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบที่ครอบคลุมพื้นที่ EEC รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการที่ดีได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้เมื่อสิ้นสุดปี 2568 อีสท์ วอเตอร์มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 1,732.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.34 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการควบคุมต้นทุนและการบริหารจัดการการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน


แจงปัจจัยกระทบระยะสั้น แต่ย้ำพื้นฐานแกร่ง

จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำในภาคการผลิตชะลอตัวลง รวมทั้งปัจจัยทางธรรมชาติที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนถึง 5 ลูกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและระดับน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติสูงขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมบางส่วนใช้แหล่งน้ำภายในพื้นที่แทนการซื้อน้ำ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระยะสั้น ส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการในปี 2568 อยู่ที่ 3,552.50 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีการบันทึกค่าเสื่อมราคาและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ  เพื่อรองรับความต้องการน้ำจากกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่ EEC ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ในระยะยาว โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำหากเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในปี 2569 โดยอีสท์ วอเตอร์ ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนน้ำ


มองอนาคต: พร้อมทะยานรับ New S-Curve และ EEC

นายบดินทร์ แสดงความเชื่อมั่นว่า อีสท์ วอเตอร์ได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานไว้อย่างมั่นคงเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยปัจจุบันมีโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบรวม 553 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างทั่วถึง 


"เราไม่ได้มองเพียงแค่ผลประกอบการระยะสั้น แต่เราวางแผนไปยังอนาคตด้วยการสร้างความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายการลงทุนของกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมไฮเทคขั้นสูงในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตามนโยบายผลักดันของภาครัฐ ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความมั่นคง และความต่อเนื่องในการส่งจ่ายน้ำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้เติบโตได้บนพื้นฐานทรัพยากรน้ำที่มั่นคงและยั่งยืน" นายบดินทร์ กล่าว 

 วอเตอร์  (EASTW) แกร่งหลายมิติ! โชว์ EBITDA ปี 68 พุ่ง 12% สะท้อนศักยภาพบริหารต้นทุน เดินหน้าแผนรับมือภัยแล้ง หนุนเทรนด์ Data Center - อุตสาหกรรมไฮเทค






บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์  (EASTW) เผยผลประกอบการปี 2568 โชว์ศักยภาพการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ดัน EBITDA เติบโตมากกว่า 12%  แม้เผชิญปัจจัยภายนอกทั้งสภาพอากาศฝนตกชุกและสภาวะเศรษฐกิจโลก มุ่งเน้นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่รองรับความต้องการน้ำจากกลุ่มลูกค้า Data Center และอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่ EEC



นายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์  (EASTW)  เปิดเผยว่า ในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา TRIS RATING จัดอันดับเครดิตองค์กร อยู่ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม “Stable” สะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้จัดหาน้ำดิบรายใหญ่ซึ่งมีโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบที่ครอบคลุมพื้นที่ EEC รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการที่ดีได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้เมื่อสิ้นสุดปี 2568 อีสท์ วอเตอร์มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 1,732.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.34 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการควบคุมต้นทุนและการบริหารจัดการการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน



แจงปัจจัยกระทบระยะสั้น แต่ย้ำพื้นฐานแกร่ง

จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำในภาคการผลิตชะลอตัวลง รวมทั้งปัจจัยทางธรรมชาติที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนถึง 5 ลูกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและระดับน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติสูงขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมบางส่วนใช้แหล่งน้ำภายในพื้นที่แทนการซื้อน้ำ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระยะสั้น ส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการในปี 2568 อยู่ที่ 3,552.50 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีการบันทึกค่าเสื่อมราคาและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ  เพื่อรองรับความต้องการน้ำจากกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่ EEC ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ในระยะยาว โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำหากเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในปี 2569 โดยอีสท์ วอเตอร์ ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนน้ำ



มองอนาคต: พร้อมทะยานรับ New S-Curve และ EEC

นายบดินทร์ แสดงความเชื่อมั่นว่า อีสท์ วอเตอร์ได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานไว้อย่างมั่นคงเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยปัจจุบันมีโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบรวม 553 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างทั่วถึง 


"เราไม่ได้มองเพียงแค่ผลประกอบการระยะสั้น แต่เราวางแผนไปยังอนาคตด้วยการสร้างความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายการลงทุนของกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมไฮเทคขั้นสูงในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตามนโยบายผลักดันของภาครัฐ ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความมั่นคง และความต่อเนื่องในการส่งจ่ายน้ำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้เติบโตได้บนพื้นฐานทรัพยากรน้ำที่มั่นคงและยั่งยืน" นายบดินทร์ กล่าว 


อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดสถานฝึกนวดแผนไทย “เฮือนดอยฮาง”- ศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน

 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดสถานฝึกนวดแผนไทย “เฮือนดอยฮาง”- ศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน



กรมราชทัณฑ์ เปิดสถานฝึกนวดแผนไทย “เฮือนดอยฮาง” ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน พร้อมเปิด “กาดนัดแดนดอยฮาง รัฐราษฎร์ร่วมใจ” ณ เรือนจำกลางเชียงราย




วันนี้ (27 ก.พ.69) เวลา 09.00 น. ที่เรือนจำกลางเชียงราย พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานในพิธีเปิดสถานฝึกวิชาชีพนวดแผนไทย “เฮือนดอยฮาง” พร้อมพิธีเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาช่างก่ออิฐ ระดับ 1 และ สาขาช่างฉาบปูน ระดับ 1 และพิธีเปิดตลาดนัด โครงการ “กาดนัดแดนดอยฮาง รัฐราษฎร์ร่วมใจ” ในการนี้ นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย ได้ให้การต้อนรับ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายสัญชัย ภัทรวรากุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการทัณฑสถาน เขต 5 หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี




โดย พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เรือนจำกลางเชียงราย มีภารกิจสำคัญในการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังในด้านการให้บริการและทักษะวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เพื่อแก้ไข ฟื้นฟู และเตรียมความพร้อมก่อนคืนสู่สังคม โดยมุ่งพัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและความถนัดของแต่ละบุคคล อันจะช่วยเสริมสร้างรายได้ระหว่างต้องโทษ และลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำภายหลังพ้นโทษ สำหรับสถานฝึกวิชาชีพนวดแผนไทย “เฮือนดอยฮาง” แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาพฤตินิสัย ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ควบคู่กับการปลูกฝังทัศนคติที่ดีและความภาคภูมิใจในตนเอง ช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถต่อยอดสู่การประกอบอาชีพสุจริตภายหลังพ้นโทษ ทั้งนี้ สถานฝึกวิชาชีพนวดแผนไทย “เฮือนดอยฮาง” ได้จัดให้มีการฝึกปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับการทำงานจริง เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ฝึกประสบการณ์การให้บริการแก่บุคคลภายนอก เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความพร้อมในการปรับตัวกลับเข้าสู่สังคมภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ



นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ ยังได้ยกระดับทักษะแรงงานผ่านการเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาช่างก่ออิฐและช่างฉาบปูน ระดับ 1 ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกรมราชทัณฑ์ เพื่อยกระดับทักษะอาชีพผู้ต้องขังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษ การดำเนินงานได้รับความร่วมมือจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ก้าวพลาดมีอาชีพรองรับ สร้างรายได้ของตนเองและครอบครัว และลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ



โดยศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งนี้ ยังเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับบริการอีกด้วย ควบคู่ไปกับการจัดตั้งโครงการ “กาดนัดแดนดอยฮาง รัฐราษฎร์ร่วมใจ” ณ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง สังกัดเรือนจำกลางเชียงราย ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนพื้นที่เรือนจำชั่วคราวให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการให้โอกาส เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย โดยมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังผ่านการฝึกฝนทักษะการเป็นผู้ประกอบการด้านการให้บริการและการปฎิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบตำบลดอยฮาง นำสินค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์พื้นบ้านมาวางจำหน่าย ร่วมกับสินค้าจากฝีมือผู้ต้องขัง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากลดช่องว่างระหว่างกำแพงเรือนจำกับชุมชน ให้ผู้ก้าวพลาดเหล่านี้ได้รับโอกาสและการยอมรับจากสังคมได้อย่างแท้จริง



พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดสถานฝึกวิชาชีพนวดแผนไทย ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และ โครงการ “กาดนัดแดนดอยฮาง รัฐราษฎร์ร่วมใจ” สะท้อนความตั้งใจของกรมราชทัณฑ์ในการสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ในชีวิต ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาครัฐ ชุมชน และประชาชน เพื่อร่วมกันส่งต่อโอกาส สร้างอาชีพ และเสริมพลังใจให้ผู้ก้าวพลาดสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ และยั่งยืนต่อไป

อบจ.เพชรบูรณ์ ร่วมงาน "เทศกาลดาวเหนือตอนล่าง SPACE PILAFarm ปีที่ 4"

 อบจ.เพชรบูรณ์ ร่วมงาน "เทศกาลดาวเหนือตอนล่าง SPACE PILAFarm ปีที่ 4" 




วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายอัครเดช ทองใจสด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นประธานเปิดงาน"เทศกาลดาวเหนือตอนล่าง SPACE PILAFarm ปีที่ 4" ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นใน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2569 ณ ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงชุมชน โดยในปีนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน พร้อมร่วมจัดโซนพิเศษ "YSF Festival" ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์และเครือข่าย Young Smart Farmers นำเสนอผลงานเกษตรกรรุ่นใหม่กว่า 20 กลุ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน โดยมีคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าร่วมฯ ณ พื้นที่จัดงาน SPACE.PILAFarm ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์










   สุรพล ก้องเพชรศักดิ์ ที่ปรึกษา สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท61ปี)ผู้สื่อข่าวจังหวัดเพชรบูรณ์

ทรูเอาจริง ล่าตัวมือป่วนบนโซเชียล! เข้าแจ้งความตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.1) ดำเนินคดีกลุ่มบัญชีโซเชียลสร้างเฟคนิวส์ ใช้ AI ผลิตภาพบิดเบือน ให้ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ พร้อมส่งมอบหลักฐานเร่งขยายผลเอาผิดผู้กระทำผิดถึงที่สุด

 ทรูเอาจริง ล่าตัวมือป่วนบนโซเชียล!  เข้าแจ้งความตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.1) ดำเนินคดีกลุ่มบัญชีโซเชียลสร้างเฟคนิวส์ ใช้ AI ผลิตภาพบิดเบือน ให้ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ พร้อมส่งมอบหลักฐานเร่งขยายผลเอาผิดผู้กระทำผิดถึงที่สุด 



27 กุมภาพันธ์ 2569 - ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ดำเนินการแจ้งความต่อตำรวจไซเบอร์ 1 (บก. สอท.1) และ ก่อนหน้านี้ซึ่งได้ดำเนินการแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางเพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ใช้บัญชี TikTok ชื่อ “@thebackdoor01” และบัญชี Facebook ชื่อ “The Backdoor” ผู้ใช้บัญชี TikTok ชื่อ “@thebackdoor01”, “rairai9825” หรือ “ไรเหยอ?”, “underherehere ใต้โต๊ะเฮีย” หรือ “ไรเหยอ?”,  “พีท ภาคิน - Pete Phakin”  “jaeepann เจ๊แป้น”, “vvifilthailand ไวไฟ”, “dangdangjai57 จุดเดือด”, “plamchokchai ปาล์ม โชคชัย”,  “Todnampla ทอดน้ำปลาแม่บ้านไม่อยู่”,และบัญชี Facebook ชื่อ “พีท ภาคิน - Pete Phakin” และเจ๊แป้น   กรณีเผยแพร่โพสต์ และคลิปวิดีโอหลายชุดที่มีเนื้อหาบิดเบือนและเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการให้บริการของบริษัทฯ  



ภายหลังพบหลายบัญชีแชร์ว่อนเนื้อหาเชิงลบบิดเบือนข้อเท็จจริงในโลกโซเชี่ยลเกี่ยวกับบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ส่อเจตนาทำลายชื่อเสียง และความเชื่อมั่นบริษัทฯ  โดยมีทั้งการตัดต่อภาพ ใช้ AI  ใส่ข้อความคำหยาบ และพากษ์เสียงในลักษณะเสียดสี  ชี้ช่องให้มีขบวนการเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ สร้างความเกลียดชัง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อประชาชนเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการและการดำเนินงานของบริษัทฯ



จากการตรวจสอบ บริษัท ฯ พบพฤติกรรมเผยแพร่เนื้อหาในรูปแบบและประเด็นเดียวกันผ่านหลายบัญชีโซเชียลมีเดียในช่วงเวลาเป็นระบบทุกวันต่อเนื่อง จึงน่าเชื่อว่าเป็นการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ บริษัท ฯ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเชิงเทคนิคและข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบทั้งหมดซึ่งในเบื้องต้นพบว่ามีทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและบริษัทผลิตสื่อที่มีเครือข่ายหรือองค์กรที่อยู่เบื้องหลังซึ่งจะนำส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ประกอบการสืบสวน ขยายผล และติดตามผู้ที่กระทำความผิดรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้ต้องรับผิดตามโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุดต่อไป



นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น  กล่าวว่า “การใช้สื่อสังคมออนไลน์ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ และเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม  การนำเข้าข้อมูลที่มีลักษณะบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณะ เป็นการกระทำที่บริษัทฯ ไม่อาจยอมรับได้ ทั้งนี้ การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิขององค์กร ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ขอความร่วมมือชาวโซเชียลใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่อาจเป็นเท็จ”



บุรีรัมย์ ฤทธิพายุฤดูร้อน ฟ้าลงเปรี้ยงเดียว สามแม่พันธุ์วัวตายเรียบเสียหาย1.5 แสน

 บุรีรัมย์ ฤทธิพายุฤดูร้อน ฟ้าลงเปรี้ยงเดียว สามแม่พันธุ์วัวตายเรียบเสียหาย1.5 แสน



อำเภอพลับพลาชัย//เจ้าของวัวพูดไม่ออกปล่อยวัย 9 ตัวเลี้ยงตามทุ่งนาเกิดฝนตกออกมาต้อนกลับคอกไม่ได้ ได้ยินแค่เสียงฟ้าผ่า พอฝนหยุดออกมาดูแม่พันธุ์วัว 3 ตัวมูลค่า 1.5 แสนตายอยู่ใต้ต้นไม้ ทิ้งลูกน้อยโหยหาแม่ คาดแม่วัวมาหลบฝนใต้ต้นไม้ก่อนฟ้าผ่าลงมา หากเข้ามาหลบฝนด้วยกันทั้งหมดมีสิทธิ์เกลี้ยงคอก



วันที่ 28 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากผู้นำหมู่บ้าน ว่าเกิดเหตุฟ้าผ่าวัวของชาวบ้านตายหลายตัวที่บ้านหนองอุดม หมู่ 15 ต.โคกขมิ้น อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ และอยากให้เตือนภัยให้กับผู้มีสัตว์เลี้ยงในช่วงหน้าฝนที่จะถึงนี้



สอบถามนางราเเกน จอมประโคน อายุ 51 ปี บ้านเลขที่ 165 ม.15 บ้านหนองอุดม ต.โคกขมิ้น อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ เจ้าของวัว เล่าว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา



ตนเลี้ยงวัว 9 ตัว เป็นแม่พันธุ์ 3 ตัว กำลังตั้งท้องอยู่ 1 ตัว ที่เหลือเป็นลูกอายุไร่เรี่ยกันไป ปกติในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวก็จะเอาวัวไปเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ตอนเย็นก็จะต้อนเข้าคอก


ช่วงเย็นวานนี้ซึ่งเป็นช่วงที่จะออกไปต้อนวัวกลับคอก แต่ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักออกไปไม่ได้ ระหว่างที่ฝนตกอยู่นั้นได้ยินเสียงฟ้าร้อง ฟ้าร้องและเสียงฟ้าผ่าเห็นแสงฟ้าทั่วท้องฟ้า แต่ไม่ได้คิดอะไร



พอฝนหยุดตกจึงออกไปตามหาวัว พบว่าใต้ต้นไม้ใหญ่มีแม่วัวของตนทั้ง 3 ตัวนอนตายอยู่ใต้ต้นไม้ หนึ่งในนั้นตั้งท้องได้ 6 เดือน เมื่อดูรอบๆพบกิ่งไม้มีร่องรอยของฟ้าผ่า จึงคาดว่าแม่วัวน่าจะถูกฟ้าผ่าตาย ส่วนที่เหลืออีก 6 ตัวไม่เป็นอะไร มีเพียงลูกวัววัย 5 เดือนพยายามเข้าไปปลุกแม่ที่นอนตายอยู่



นางราแกน เล่าด้วยว่าแม่วัวทั้ง 3 ตัว ตนกู้เงินจาก ธกส.มาซื้อตัวละกว่า 50,000 บาท เป็นเงินกว่า 150,000 บาท ตอนนี้เท่ากับเสียตัวขยายพันธุ์ไป ไม่รู้ว่าตอนไหนจะได้เงินคืน แต่ก็ยังถือว่าโชคดีอยู่บ้างที่วัวทั้ง 9 ตัวไม่ไปหลบใต้ต้นไม้พร้อมกันเพราะอาจจะตายยกคอกได้ ///////////



คิวภาพ//ภาพวัวหลังเกิดเหตุ//สภาพที่เกิดเหตุ//เสียงเจ้าของวัว


“บิ๊กหยิม” เปิดงานยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ TINF 2026 ครั้งที่​ 8 รวมพลังนักสะสมเหรียญ–ธนบัตรทั่วโลกกลางกรุงเทพฯ

 🌏 “บิ๊กหยิม” เปิดงานยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ TINF 2026 ครั้งที่​ 8 รวมพลังนักสะสมเหรียญ–ธนบัตรทั่วโลกกลางกรุงเทพฯ

เวทีมหกรรมนูมิสเมติกนานาชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ–ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย สู่ศูนย์กลางการค้าเงินตราโบราณแห่งเอเชีย




เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องคอนเวนชั่น ชั้น 1 โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ถนนสุขุมวิท 11 กรุงเทพมหานคร

    นายยุทธนา หยิมการุณ หรือ “บิ๊กหยิม” ประธานที่ปรึกษา สมาคมเหรียญกษาปณ์และเงินพดด้วง อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ และประธานชมรมสายสัมพันธ์ศุลกากร ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน “Thailand International Numismatic Fair 2026 (TINF 2026)” ครั้งที่ 8 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของนักสะสม ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนจากทั้งในและต่างประเทศ ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเกรียงไกร หิรัญพันธุ์ทิพย์ นายกสมาคมเหรียญกษาปณ์และเงินพดด้วง พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ให้การต้อนรับ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากกรมธนารักษ์ อาทิ นายชลทิตย์ ไชยจันทร์​ ผู้อำนวยการกองกษาปณ์, นางสาวชีรกัญญา​ หวังเจริญรุ่ง​ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ, นายคงศักดิ์ พรพนาวรรณ ผู้อำนวยการกองบริหารเงินตรา, นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.61ปี) และผู้บริหารกรมธนารักษ์​ ตลอดทั้ง แขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และนักสะสม เหรียญ ธนบัตร และเงินตราโบราณ ร่วมงานเป็นจำนวนมาก 




นายยุทธนา หยิมการุณ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักสะสมเหรียญ ธนบัตร เงินพดด้วง และเงินตราโบราณจากหลายยุคหลายสมัย ได้พบปะ แลกเปลี่ยน ซื้อขาย และแบ่งปันองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์การเงิน ซึ่งไม่เพียงสะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติ




TINF 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้าเพื่อการสะสมเท่านั้น หากแต่เป็น “ศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายนักสะสมระดับนานาชาติ” ที่รวบรวมเหรียญหายาก ธนบัตรโบราณ เงินตราแห่งราชอาณาจักรไทย และสกุลเงินสำคัญจากทั่วโลก เปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจรุ่นใหม่ได้เรียนรู้พัฒนาการของระบบเงินตรา ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน

การจัดงานในครั้งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักสะสมและผู้แทนจำหน่ายจากหลายประเทศเดินทางเข้าร่วม สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Hub ด้านนูมิสเมติกแห่งภูมิภาคเอเชีย”




สมาคมเหรียญกษาปณ์และเงินพดด้วง ได้กำหนดจัดงานระหว่าง วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ถนนสุขุมวิท 11 กรุงเทพมหานคร โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน นักสะสม นักลงทุน และผู้สนใจทั่วไป เข้าชมงานและเลือกซื้อสะสมเงินตราหายากได้อย่างใกล้ชิด




งาน Thailand International Numismatic Fair 2026 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการเหรียญกษาปณ์ไทย ที่ประกาศศักยภาพสู่สายตานานาชาติ พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะแหล่งรวมคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ผ่านเรื่องราวของ “เงินตรา” ที่ทรงคุณค่าจากอดีตสู่อนาคต...///


#สมาคมเหรียญกษาปณ์และเงินพดด้วง

#กรมธนารักษ์

#​มูลนิธิศุลการักษ์และเพื่อน

#ชมรมสายสัมพันธ์ศุลกากร

#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย​(สภท.61ปี)​