วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ตำรวจยืนยันไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยและพม่าเข้าไปเกี่ยวข้องขบวนการหนังสือรับรองวีซ่าให้กับกลุ่มผู้ต้องหาฉ้อโกงชาวจีนกว่า 27,000 ล้านบาท เตรียมควบคุมตัวเตรียมส่งกลับจีน

พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แถลงผลการจับกุมนายกู่ เทียนหลง ,นายหวัง เจียนจุน, นางสาวชู หลิงเหม่ย  ,นายหนอง  ไข่หมิง หลังได้รับการอนุญาตของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้เปิดบริษัทระดมทุนทางการเงิน มูลค่าความเสียหายกว่า5,470ล้านหยวน คิดเป็นเงินไทย ประมาณ27,350ล้านบาท

พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง4คนมีพฤติการณ์เปิดให้ระดมทุน มีชาวจีนเข้าร่วมลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล และได้รับเงินปันผล กำไร ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าบริษัทอื่นๆ แต่เมื่อผู้ต้องหา4คนนี้ได้รับเงินลงทุนจากผู้เสียหาย ผู้ต้องหาได้ทำการฉ้อโกงเงินและหลบหนีเข้ามายังประเทศไทย  ซึ่งจากเหตุดังกล่าวทำให้ทางการจีนต้องการตัวผู้ต้องหาเป็นอย่างมาก  เนื่องจากมีผู้เสียหายนับแสนคนและมีการประท้วงในหลายมณฑลของจีน จึงได้ประสานตำรวจไทย จนสามารถจับกุมตัวได้ทั้งหมด หลังจากนี้จะส่งตัวให้ทางการจีนในการดำเนินคดีต่อไป

ส่วนที่ผู้ต้องหาบางราย ใช้หนังสือเดินทางวีซ่าของเมียนมาร์เข้าในประเทศไทย เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ เนื่องจากหากใช้หนังสือเดินทางของจีน เจ้าหน้าที่จะทราบทันทีว่า เป็นบุคคลที่ตำรวจกำลังติดตาม พร้อมกันนี้ได้มีการตรวจสอบว่า เจ้าหน้าที่ไทยและเมียนมาร์ มีส่วนรู้เห็นในการออกหนังสือวีซ่าให้ผู้ต้องหาหรือไม่ เบื้องต้นจากการตรวจสอบยังไม่พบ  ยืนยันว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้ร่วมกันทำหนังสือเดินทางปลอม ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการ

นอกจากนี้ตำรวจยังจับกุมนายกึนโฮ โช สัญชาติเกาหลีใต้ ที่หนีหมายจับคดีข่มขืนและทำร้ายร่างกายจากประเทศเกาหลีใต้มากบดานอยู่ในประเทศไทยได้อีกหนึ่งรายด้วย โดยจากการตรวจสอบมีประวัตเคยก่อเหตุทำร้ายร่างกายและข่มขืน ที่ประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 7 ครั้ง และ เป็นผู้ต้องหาที่ทางการเกาหลีต้องการตัวเป็นอย่างมาก ก่อนหลบหนีมาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 จนกระทั่งตำรวจได้สืบทราบว่านายกึนโฮ พักอาศัยอยู่ แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กทม. จึงวางแผนเข้สจับกุม โดยผู้ต้องหาพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมและก่อเหตุร้ายอันเกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน เบื้องต้นจึงได้มีการเพิกถอนการอนุญาตเข้าในราชอาณาจักร พร้อมทั้งส่งตัวให้ทางการประเทศเกาหลีใต้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป







    พลตำรวจโทสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ส่งมอบหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้กับ
พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง // โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับ - ส่งมอบตำแหน่ง // พลตำรวจโทสุทธิพงษ์ และพลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ ก็ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง // จากนั้นตำรวจในสังกัดได้ร่วมกันมอบดอกไม้อำลาพลตำรวจโทสุทธิพงษ์ ที่จะไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ด้านพลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ กล่าวภายหลังรับมอบตำแหน่ง ระบุว่า ภารกิจการคัดกรองชาวต่างชาติที่จะเข้าสู่ประเทศไทย จะต้องมีความเข้มงวดโดยเฉพาะการคัดกรองบุคคลที่จะต้องอยู่ภายใต้ความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งจะมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการคัดกรอง // นอกจากนี้จะสานต่อนโยบายของผู้บัญชาการคนเก่า จะปฏิบัติงานภายใต้นโยบายของรัฐบาล 4.0 // และมีแนวคิดที่จะเพิ่มกำลังพลอีกกว่า 1,000 อัตรา เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ //

ส่วนการดำเนินคดีกับนายหน้าที่มีพฤติกรรมในการเรียกเก็บเงินค่าส่วนต่างกับกลุ่มทัวร์ต่างๆ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมผ่านแดน หรือ วีซ่า // หลังจากนี้จะมีการกวดขันจับกุมอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นการทำลายลักษณ์ของประเทศ // พร้อมทั้งเตรียมนำป้าย No trip ไปติดตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับนักท่องเที่ยวรับทราบ ว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่มีการเรียกเก็บเงินส่วนต่างเกินจากค่าธรรมเนียม // ขณะที่ภายในสัปดาห์นี้จะเริ่มระดมกวาดล้าง หากพบการกระทำความผิด ก็จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ซึ่งรวมถึงจะใช้กฎหมายตามพรบ.ฟอกเงิน เพื่อยึดทรัพย์ ด้วย
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.