วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

กรอกเอกสารส่งออกผิด 222 ครั้ง : เงื่อนงำที่ยังต้องขุดคุ้ย

 กรอกเอกสารส่งออกผิด 222 ครั้ง : เงื่อนงำที่ยังต้องขุดคุ้ย



 

ข่าวการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยที่ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ ทำให้คำถามเรื่อง “ต้นทาง” ยังไม่ควรถูกปิดลงด้วยคำตอบเพียงชุดเดียว เมื่อปรากฏข้อมูลอีกด้านที่ควรถูกนำกลับมาพิจารณาอย่างจริงจัง จากข้อสงสัยของเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ บนข้อมูลการชี้แจงของกลุ่มเอกชนผู้ส่งออกปลาสวยงามจำนวน 11 รายและกรมประมงเกี่ยวกับเอกสารการส่งออกปลาหมอคางดำ ในระหว่างปี 2556-2559 ที่ระบุว่าเป็นการระบุข้อมูลผิดพลาด

 


ประเด็นที่ชวนคิดบนประเด็นการกรอกข้อมูลผิดของเอกสารการส่งออกดังกล่าว เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นการระบุชื่อสามัญ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron ของปลาหมอคางดำผิดทั้งหมดกว่า 200 รายการ มากกว่า 300,000 ตัว ทั้งที่ส่งออกไปมากกว่า 10 ประเทศ และการส่งออกต้องมีการตรวจสอบปลาที่ด่านว่าตรงกับเอกสารหรือไม่ รวมทั้งประเทศผู้นำเข้าต้องตรวสอบบนข้อมูลภาษาอังกฤษ สังคมจึงควรได้รับคำตอบที่ทำให้หมดข้อกังขาว่า และหากปรากฏว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ได้เป็นการกรอกข้อมูลผิด และเป็นข้อมูลการส่งออกจริง ปลาที่ถูกส่งออกมาจากที่ใดและมีระบบกำกับดูแลการเลี้ยงหรือไม่ หากไม่ทำลายปลาตามหลักวิทยาศาสตร์จะเป็นการทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติหรือไม่ เพราะข้อมูล “ต้นทาง” ของปลาเหล่านี้กลับไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ กรณีนี้จึงควรได้รับการตรวจสอบด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และมีคำอธิบายที่ชัดเจนให้กับสังคม

 

สถานการณ์การกระจายของปลาในพื้นที่ห่างไกลกันก็ก่อให้เกิดความน่าสงสัยว่าปลามาจากแหล่งเดียวกันหรือไม่ และกระจายไปพื้นที่ต่างๆได้อย่างไร มีคนนำพามา หรือมีการปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะเมื่อเลิกเลี้ยงของกลุ่มปลาสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อพบเจอในแหล่งน้ำปิดเช่น บึงมักกะสัน หรือ บึงในสวนลุมพินี ดั่งที่ปรากฎในสื่อโซเชียล รวมทั้งเร็วๆนี้ที่พบที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เหล่านี้กระตุ้นให้ต้องฉุกคิดว่า “ปลาเดินทางไปถึงพื้นที่ต่างๆนี้ได้อย่างไร”


ทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่า 11 บริษัทเป็นต้นเหตุของการระบาด และยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าหน่วยงานรัฐปกปิดหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้ใด แต่เป็นชุดข้อมูลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะต้องตรวจสอบอย่างเป็นระบบ แต่เป็นเรื่องที่เครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมต้องการให้มีการตรวจสอบพื่อให้สังคมได้เห็นข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใคร และเพื่อให้บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ไม่สูญเปล่า



#ปลาหมอคางดำ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 94 ปี พร้อมแถลงข่าวงานบุญสารทเดือนสิบ ครั้งที่ 27 และปักษ์ใต้คัพ ครั้งที่ 10

 สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 94 ปี  พร้อมแถลงข่าวงานบุญสารทเดือนสิบ ครั้งที่ 27 และปักษ์ใต้คัพ ครั้งที่ 10









วันที่ 3 กันยายน 2569 สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสมาคมฯ ครบรอบ 94 ปี โดยมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธี








ภายในงานมีพิธีสักการะ หลวงปู่ทวด พ่อท่านคล้าย และองค์พ่อจตุคามรามเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพสักการะของสมาคมฯ และพี่น้องชาวปักษ์ใต้ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งสมาคมฯ









นอกจากนี้ ยังมีการแถลงข่าวการจัดงาน บุญสารทเดือนสิบ ครั้งที่ 27 ประเพณีสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวปักษ์ใต้ พร้อมแถลงข่าวการจัดการแข่งขัน ฟุตบอลสมาคมชาวปักษ์ใต้คัพ ครั้งที่ 10 ซึ่งมุ่งส่งเสริมกิจกรรมด้านกีฬาและสร้างความรักความสามัคคีในหมู่พี่น้องชาวใต้










ในโอกาสนี้มีแขกผู้มีเกียรติและคณะกรรมการสมาคมมาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายอารี ไกรนรา นายสุรพล เลอวิศิษฎ์ นายทวีศักดิ์ สุทิน ว่าที่ร้อยตรีสิทธิพร บาลทิพย์ ดร.อนันต์ ชูรักษ์ และทนายนิพลฐ์ สุขภิบาล​ และทนายนิติศักดิ์​ มีขวด(ทนายเอี้ยง)​ รวมถึงนายอภิชาติ​ โรจน์สราญรมย์








การจัดงานครั้งนี้นอกจากเป็นการรำลึกถึงวันคล้ายวันสถาปนาสมาคมฯ แล้ว ยังเป็นการสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และส่งเสริมความสัมพันธ์ของชาวปักษ์ใต้ให้คงความเข้มแข็งสืบไป

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน


วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

เตรียมถุงยังชืพส่งมอบให้กับพี่น้องชาวน่าน

 เตรียมถุงยังชืพส่งมอบให้กับพี่น้องชาวน่าน 🧡🤍✌🏻




ในวันที่1กันยายน 2569🤍💫

บริษัทจ่าวิรัชฟู๊ด จำกัด ร่วมส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่าน ผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม โดยร.ต.ต.วิรัช โตอิ้ม 

นายกเทศมนตรีตำบลท่าน้ำอ้อยม่วงหัก 

นางไพลิน โตอิ้ม รองนายกฯขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่าน ทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ด้วยรักและห่วงใย💖✌🏻









#ปลาร้าจ่าวิรัช #จ่าวิรัช #น้ำปลาร้าจ่าวิรัช #ปลาร้าจ่าวิรัชนครสวรรค์ #แม่ไพลิน #จ่าวิรัชoutlet #จ่าวิรัชบ้านเรือนไทย

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

เมื่อการอนุรักษ์คือหัวใจของการท่องเที่ยว : TAT x SCG ร่วมฟื้นฟูทะเลไทยให้ยั่งยืน

 เมื่อการอนุรักษ์คือหัวใจของการท่องเที่ยว : TAT x SCG ร่วมฟื้นฟูทะเลไทยให้ยั่งยืน



แสงแดดยามเช้าสาดกระทบผืนน้ำสีครามรอบเกาะล้าน ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายเมื่อมองลึกลงไปใต้ทะเล ที่ซึ่งฝูงปลาหลากสีแหวกว่ายผ่านโครงสร้างบ้านปะการังแห่งใหม่ รอวันที่ตัวอ่อนปะการังจะค่อย ๆ เกาะตัว เติบโต และฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศอีกครั้ง ภาพเล็ก ๆ ใต้ผืนน้ำเหล่านี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะนี่คือการร่วมกันดูแล “ต้นทุนของการท่องเที่ยวไทย” ให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต




ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทะเลไทยคือหนึ่งในเสน่ห์สำคัญที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย แต่เมื่อการท่องเที่ยวเติบโต ความรับผิดชอบในการดูแลทรัพยากรก็ยิ่งเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงขับเคลื่อนนโยบาย Sustainable Tourism เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด Value over Volume ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้กับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ พร้อมส่งเสริมให้การเดินทางทุกครั้งมีส่วนช่วยดูแลจุดหมายปลายทางให้คงความงดงามไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป




แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการ “TAT x SCG รักษ์ทะเลไทย” ความร่วมมือระหว่าง ททท. เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เมืองพัทยา และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันนำบ้านปะการังซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยี SCG 3D Printing ลงวางใต้ทะเลที่บริเวณเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลและช่วยฟื้นฟูแนวปะการังให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยมีนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.และ ดร.จาชชัว แพส Chief New Business Officer เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจะเกิดผลได้อย่างยั่งยืน เมื่อทุกภาคส่วนร่วมลงมือไปด้วยกัน




ความพิเศษของโครงการในปีนี้ คือการนำบ้านปะการังจำนวน ๖๖ หลัง ลงสู่ท้องทะเล เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๖๖ ปี การก่อตั้ง ททท. แต่ละหลังจึงไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างสำหรับการเกาะตัวของปะการัง หากยังเปรียบเสมือน “ของขวัญคืนสู่ธรรมชาติ” ที่ ททท. ตั้งใจมอบให้กับทะเลไทยในวาระสำคัญขององค์กร สื่อถึงการเติบโตตลอด ๖ ทศวรรษที่ไม่ได้มุ่งเพียงสร้างการเดินทาง แต่ยังมุ่งสร้างคุณค่าและส่งต่อทรัพยากรอันล้ำค่าของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน




นอกเหนือจากการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล โครงการยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการดำเนินงานด้าน CSR in Process ที่บูรณาการความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ในทุกกระบวนการทำงานของ ททท. ควบคู่กับการผลักดันโครงการด้านความยั่งยืนอื่น ๆ เช่น Thailand Tourism Awards, CF Hotels, STG STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) และ Krabi Prototype ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวไทยให้เติบโตบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน