แบกรับภาระไม่ไหว! รถตู้-รถบัส-รถร่วม บขส. ร้องนายกฯ ยื่น 3 เงื่อนไข แก้วิกฤติน้ำมันแพง
ผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารทั่วประเทศ ยื่นหนังสือร้องเรียนนายกรัฐมนตรี เสนอ 3 เงื่อนไข แก้ปัญหาแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว ไม่มีเงินเติมน้ำมัน หลังเกิดวิกฤตการณ์ปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (7 เม.ย.69) ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถ.พหลโยธิน กรุงเทพฯ นายปรีดา มากมูลผล นายกสมาคมการค้ารถตู้รถมินิบัส พร้อมด้วย นายอัสนี เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร นำสมาชิกรถตู้ทุกหมวด / รถบัสใหญ่ / และ รถร่วม บขส.ทั่วประเทศ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือ และเยียวยาความเดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการเดินรถทุกหมวด ทุกเส้นทาง โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้แทนรับหนังสือและรับฟังปัญหา
นายปรีดา มากมูลผล นายกสมาคมการค้ารถตู้รถมินิบัส กล่าวว่า ด้วยขณะนี้ ผู้ประกอบการยนต์โดยสารประจำทาง (รถร่วม บขส.) ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ประสบปัญหาเดินรถไม่คุ้มทุน ด้วยปัจจัยจากอัตราค่าโดยสาร ของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ฉบับล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ได้มีมติให้มีการปรับราคาค่าโดยสาร ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 สำหรับรถโดยสารประจำทางหมวด 2 และ 3
จากประกาศฉบับดังกล่าว ให้มีผลบังคับใช้ ไม่มีความสอดคล้องกับเงื่อนเวลา และการปรับขึ้นราคาของค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในเวลาที่ผ่านมา การปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารใหม่ กำหนดให้ปรับขึ้นราคามีผลตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน -วันที่ 19 เมษายน นี้ โดยให้ผู้ประกอบการรถโดยสารขนาดใหญ่ รับค่าชดเชยทดแทนกับ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่นำเสนอของบประประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน “กปถ.” แทน และหลังจากวันที่ 19 เมษายน 2569 ให้จำหน่ายตั๋วในราคาปรับใหม่ได้ นั้น
ซึ่งทาง บขส. มีการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม ออกข้อกำหนดให้ปฏิบัติไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความล่าช้า ไม่สร้างความเข้าใจอันดี ไม่แสดงเจตนาให้ความช่วยเหลือเยียวยากับผู้ประกอบการรถร่วมอย่างจริงจัง รวมถึงมาตรการช่วยเหลือของ บขส. ในเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินรถ (ขสบ.302) เฉพาะช่วงเวลา และค่าธรรมเนียมการเดินรถเสริม ทั้งที่ได้ร้องขอให้มีการพิจารณาดำเนินการ โดยไม่จัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินรถ ขอให้จัดเก็บเฉพาะเที่ยวที่มีการเดินรถจริงมาตลอดในช่วงที่ผู้ประกอบการประสบปัญหาไม่คุ้มทุน ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังมีวิกฤตการณ์ปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ
ดังนั้น ผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารประจำทาง (รถร่วม บขส.) จึงใคร่ขอกราบเรียน นายกรัฐมนตรี กรุณาพิจารณาสั่งการให้ความช่วยเหลือ แก้ไขในสภาพปัญหาของรถร่วม บขส. ให้สามารถทำการเดินรถต่อไปได้ ดังนี้
1.ขอให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง พิจารณาปรับอัตราขึ้นค่าโดยสารใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณร่วมด้วย ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price -Index-CPI) / ดัชนีค่าพลังงาน (Energy Index) / และค่าจ้างแรงงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระยะยาว สำหรับผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร และโครงสร้างนี้ควรปรับปรุงแบบขึ้น-ลง เหมาะสมตามสถานการณ์ที่แท้จริง และการผันแปร การขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มขึ้นในขณะนี้
2.การบริหารจัดการของ บขส. ในฐานะเป็นคู่สัญญากับรถร่วม บขส. มีการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสมกับสภาพปัญหา โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินรถ ควรให้การช่วยเหลือเยียวยา งดเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินรถในช่วงเวลานี้ทันที จนกว่าจะมีสถานการณ์ หรือมีการปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลงในราคาปกติ หรือมาตรการปรับราคาค่าโดยสารตามข้อ 1 ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ซึ่งในส่วนของรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่ บขส. ขอให้ไปนำเสนอขอรับเงินการอุดหนุนจากหน่วยงานภาครัฐ แทนการจัดเก็บจากรถร่วม บขส.
3.ปัจจุบัน บขส.ได้ออกคำสั่ง เพื่อมาแก้ไขบทกำหนดโทษ หรือการลงโทษที่มีบทปรับ มีอัตราจำนวนเงินที่สูงกว่าเดิมมาก ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ด้านความปลอดภัย การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่น อัตราเดิมสูงสุด 5 พันบาท มาออกคำสั่งใหม่ เป็นปรับ 5 หมื่นบาท ในฐานกระทำความผิดเดิม การปรับอัตราค่าปรับใหม่ของ บขส. ในหลาย ๆ คำสั่ง ล้วนมีจำนวนเงินที่สูง เป็นการแก้ไขออกคำสั่งมาไม่เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยเรื่อง ระเบียบและคู่มือรถร่วม บริษัท ขนส่ง จำกัด พ.ศ 2547 (แก้ไขครั้งที่ 1 พ.ศ 2547) เป็นการออกคำสั่งนี้ แก้ไขเฉพาะอัตราโทษบางกรณี โทษที่มีบทปรับสูงกว่าอัตราโทษบทปรับเดิมมาก ไม่เป็นตรรกะ ไม่มีความสมเหตุสมผลกับรายได้ ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการรถร่วม ในช่วงเวลาเช่นนี้
ยกตัวอย่างกรณีที่ผู้ประกอบการรถร่วม จำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้าไปแล้ว ประสบเหตุการณ์ รถยนต์โดยสารไม่สามารถเดินทาง ด้วยเหตุจากการจราจรติดขัด รอคิวเติมน้ำมัน ฯลฯ มาให้บริการล่าช้า ผู้ประกอบการรถร่วมโดยสารจะโดนค่าปรับจาก บขส. ในหลายบทลงโทษ ซึ่งอัตราค่าปรับคิดรวมแล้ว ตั้งแต่ 5 หมื่น - 1 แสนบาท ทั้งนี้ จึงขอให้ บขส. ยกเลิกคำสั่งที่ออกมา ไม่เป็นไปตามระเบียบไปก่อน
ด้าน นายอัสนี เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร กล่าวว่า ปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยแบกรับภาระไม่ไหว โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่าวันละหนึ่งล้านบาท ขณะที่รายย่อยต้องรับภาระตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทต่อวัน แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงได้ ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับทาง บขส. เพื่อขอปรับค่าโดยสารแล้ว แต่กลับได้รับคำตอบเป็นการข่มขู่ให้ตรึงราคาเอาไว้ มิเช่นนั้นจะดำเนินการยึดเส้นทางสัมปทานคืน ทำให้มองว่าทาง บขส. ไม่มีความเข้าใจในความเดือดร้อนของภาคเอกชน และมีการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามกลไกราคาเมื่อน้ำมันสูงขึ้นค่าโดยสารควรปรับตาม และเมื่อน้ำมันลดลงก็ค่อยปรับลดลงตามความเหมาะสม
อักทั้งหากภายวันที่ 9 เม.ย.นี้ ยังไม่มีคำตอบหรือแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล ผู้ประกอบการบางเส้นทางอาจจำเป็นต้องทยอยหยุดให้บริการเนื่องจากหมดปัญญาที่จะแบกรับภาระขาดทุนต่อไปได้ โดยยืนยันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่การข่มขู่หรือนำประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพราะทุกคนต่างมีหัวใจในการบริการและรักลูกค้า แต่เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถประคองธุรกิจได้ก็จำเป็นต้องลดเที่ยววิ่งลง แม้จะเป็นช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนมีความต้องการเดินทางสูงก็ตาม
สำหรับประชาชนที่จองตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว นายอัสนียืนยันว่าจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ตามปกติแน่นอน แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้จองตั๋วอาจเผชิญกับปัญหาขาดแคลนรถโดยสารเนื่องจากการหยุดวิ่งดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้เข้ามาแก้ไขและชดเชยความเดือดร้อนแทน
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ กลุ่มผู้ประกอบการเตรียมเคลื่อนขบวนรถตู้และรถบัสกว่า 100 คัน ไปยังรัฐสภาเพื่อติดตามคำตอบและฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อดูว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งอย่างไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไป







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น