วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สถาบันโพธิคยาฯ จัดเสวนา “วิถีพุทธกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา”

 สถาบันโพธิคยาฯ จัดเสวนา “วิถีพุทธกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา”



สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดเสวนา “วิถีพุทธกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” รูปแบบสัมวาทะ เปิดพื้นที่รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยใช้หลักพุทธศาสนา และมนุษยธรรม สร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

 


สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 องค์กรคลังปัญญาด้านพุทธศาสนา จัดเวทีเสวนา “วิถีพุทธกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องกรุงเทพ โรงแรมเซ็นทารา ลาดพร้าว กทม. เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้หลักพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ พระเมธีวรญาณ คณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.), ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980, นายเชิดเกียรติ อัตถากร นายกสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา, น.ส.สนิทสุดา เอกชัย นักสื่อสารมวลชน นักหนังสือพิมพ์ นักคิดนักเขียน และ น.ส.ตวงพร อัศววิไล

เป็นผู้ดำเนินรายการ



นายเชิดเกียรติ อัตถากร นายกสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา มองภาพความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ในมิติพุทธศาสนา ของสองประเทศที่อยู่ร่วมกันในสุวรรณภูมิ และมีพระพุทธศาสนาเข้ามาเกือบพันปี ก่อนจะมีเส้นเขตแดน ประชาชนมีการติดต่อกัน มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักของสองประเทศ ทั้งมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการเชื่อมโยงโดยแลกเปลี่ยนพระภิกษุสงฆ์ทั้งสองประเทศ

 

นายเชิดเกียรติได้กล่าวถึงช่วงชีวิตที่ดำรงตำแหน่ง

เอกอัคราชทูตกัมพูชา พบว่ามีหลายวัดที่ใกล้เคียงกับไทยอย่างมาก เช่น วัดนวลมณีราม ผู้สร้างเป็นคนไทย ชื่อท่านนวล บุตรของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 3-4  เป็นวัดที่เป็นอนุสรณ์ความผูกพันธ์ไทยกัมพูชา และอีกวัดหนึ่งคือวัดพระพุทธโฆษาจารย์ ในพนมเปญ มีจารึกที่เขียนเป็นภาษาไทย อุทิศถึงพระพุทธศาสนาและสงคราม ที่วัดถูกทำลาย ส่วนในเมืองไทย มีวัดสังเวชฯ ซึ่งสมเด็จพระบวรราชเจ้าฯในรัชกาลที่ 1 มอบให้ เป็นสัญลักษณ์ของชาวไทยและกัมพูชา

 


ในหลักธรรมะ คนสองประเทศมีความคล้ายกัน มีหนังสือของเขมรและสยามที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระไตรปิฎกทั้งฉบับภาษาไทยและกัมพูชา ในอุโบสถวัดในกัมพูชาก็มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เหมือนกัน แม้มีอุปสรรคช่วงเขมรแดงทำให้พุทธศาสนาลำบากแต่เมื่อฟื้นมาแล้ว ความสัมพันธ์สองประเทศก็กลับมาดังเดิม แม้จะเคยตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและตัดความสัมพันธ์กันบ้างแต่ก็ไม่กระทบกันมากนักเพราะยังมีความสัมพันธ์กันของผู้คน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษา คำศัพท์ที่พระสงฆ์ไทยและกัมพูชาใช้มีความคล้ายกันมากเพราะเป็นบาลีที่ใช้ร่วมกันเราจึงสามารถถอดบทเรียนสองประเทศที่ฝังรากลึก และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

 


สำหรับความขัดแย้งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่การแก้ไขความขัดแย้งหลายประเทศใช้หลักธรรมะและการทูตทางธรรมเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้โลกเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  เมื่อย้อนไปสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ชำระพระไตรปิฎกและเผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นชัดเจน ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์และเป็นศูนย์รวมจิตใจในต่างแดน เป็นธรรมะที่เป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายในต่างประเทศ 

 

ส่วนความขัดแย้งไทย-กัมพูชามีความซับซ้อนและฝังรากลึกมายาวนาน ทำให้มีการปลูกฝังเรื่องชาตินิยม การนำวิถีพุทธเข้ามา ช่วยคลี่คลายปัญหาได้ในระยะยาวแต่อาจยังไม่ใช้ในสถานการณ์ขณะนี้ สิ่งสำคัญคือสถาบันสงฆ์ทั้งสองฝ่ายที่ยังสามารถกระชับความร่วมมือกัน ทั้งด้านการศึกษา ภาษาบาลี เป็นสื่อกลางสงฆ์ทุกนิกายทั่วโลก และวันวิสาขบูชาโลกที่นิมนต์พระสงฆ์จากประเทศต่างๆ เข้ามารวมทั้งไทยและกัมพูชาที่จะได้พบกัน ดังนั้นอาจยังไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งเรื่องเขตแดนได้ แต่ในระยะยาวทำให้ประชาชนหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวได้ 

 


ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980  กล่าวถึงการเริ่มต้นก่อตั้งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และประสบการณ์ทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ  เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เห็นการนับถือพระพุทธศาสนาที่มีความเหมือนกัน กระทั่งได้จัดงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2  

 

การจัดธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง มาจากกลุ่มลุ่มน้ำโขงที่มีพ่อคนเดียวกันคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและมีแม่คนเดียวกันคือแม่น้ำโขง ได้รับการยอมรับจากผู้นำในทุกประเทศทั้ง ลาว เวียดนาม ที่เป็นระบบคอมมิวนิสต์  ให้การต้อนรับ มีการเดินทางโดยรถยนต์ใน 5 แผ่นดิน ได้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ในทุกจุด ทุกประเทศ ในไทย กัมพูชา เมียนมา ลาว เวียดนาม รวม 32 ต้น ตลอดการจัดธรรมยาตรา 2 ครั้งและการปิดธรรมยาตราครั้งที่ 2 รัฐบาลกัมพูชา ได้อนุญาตให้สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดพิธีบวงสรวงหน้าปราสาทนครวัด แสดงถึงความรัก ความเมตตาที่มีต่อกัน และมีบางช่วงบางตอนของธรรมยาตราที่ประชาชนกัมพูชามารอต้อนรับใส่บาตรเป็นร้อยกิโลเมตร ซึ่งเป็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน

 

นอกจากนึ้ในการจัดงาน 75 ปี ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้จัดกิจกรรมฟุตบอลกระชับมิตร  มอบถ้วยศตวรรษแห่งธรรม เพื่อเป็นสื่อสัญลักษณ์ความสัมพันธ์โดยมีพุทธศาสนาเชื่อมความสัมพันธ์

 

ดร.สุภชัย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้ทำงานด้านศาสนาร่วมกับสถาบันคลังปัญญาของอินเดีย ซึ่งนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี้ ของอินเดีย ได้อนุญาตให้สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดธรรมยาตรา ครั้งที่ 3 นำเสด็จพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวก มาประดิษฐานชั่วคราวในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ อุบลราชธานี และกระบี่ โดยมีผู้เข้าร่วมสักการะเกือบ 5 ล้านคน  และดำเนินงานเพื่อใช้หลักพุทธศาสนา เชื่อมภูมิภาคเอเชียเข้าด้วยกันด้วยการจัดธรรมยาตรา ครั้งที่ 4  ประกาศตวรรษแห่งธรรม ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์และที่บ้านเกิดนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี้ ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจากรัฐบาลอินเดีย 

 

“สถาบันโพธิคยาฯจึงถือเป็นผู้แทนที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้นำเอเชียใต้ทั้งหมดในการนำธรรมะเข้าสู่เวทีโลก และยังจะเชื่อมอินเดียกับจีนด้วยศาสนาพุทธ จึงเชื่อว่าถ้าเราทุกคนเข้าใจธรรมะ เข้าใจการเกิดดับ อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดดับ จะก้าวข้ามอัตตา สู่ความเป็นอริยบุคคลได้ จึงเป็นภารกิจของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่ต้องการสร้างแผ่นดินสยาม ให้เป็นศูนย์กลาง New World Order หรือโลกใหม่ ซึ่งสหประชาชาติได้ตอบรับสนับสนุนภารกิจของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980” ดร.สุภชัยกล่าว

 

ด้าน พระเมธีวรญาณ คณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ประธานบริหารสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวว่า การเผยแผ่พุทธศาสนา ทำให้เกิดความสงบสุขในดินแดนสุวรรณภูมิ มาเป็นระยะเวลานับพันปีถือเป็นจุดแข็งของดินแดนสุวรรณภูมิ และมีหลักฐานชัดเจน เช่น ศิลาจารึกที่แสดงความผูกพันร่วมกัน รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆ จากอดีตสู่ปัจจุบัน ทำให้พัฒนาดินแดนสุวรรณภูมิล้วนมาจากพุทธศาสนา และความเชื่อวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขง อันเป็นที่มาของการทำวิจัยเกี่ยวกับพญานาค ร่วมกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เพื่อหาจุดร่วมกันของประชาชนภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในพุทธประวัติพญานาคเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและการเผยแผ่ ก่อนตรัสรู้พระพุทธเจ้าก็เคยเสวยพระชาติเป็นพญานาคเช่นกัน ความเชื่อนี้ถูกปลูกฝังในประชาชนลุ่มน้ำโขงถ้าเรานำความเชื่อเดียวกันมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีกัน เข้าใจกันก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากเพื่อความสุขและเจริญรุ่งเรือง โดยงดสิ่งที่จะไม่เกิดประโยชน์ เป็นสัมมาวาทะ หรือสัมมาวาจา เป็นมิติพระพุทธศาสนาให้เกิดความสงบสุขไม่เกิดความขัดแย้ง 

 

ดังนั้นสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จึงเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ปัญญา และความเข้าใจทางพระพุทธศานาเป็นตัวคลี่คลายความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ และเป็นธรรมชาติ เป็นสัจธรรมของชีวิต และต้องสืบค้นต้นตอของปัญหาที่เป็นหลักสัจจะหรือความจริงใจ ความจริงต่อหน้าที่ ความจริงของประเทศชาติ ความจริงของประโยชน์ ดังนั้นต้องทำความเข้าใจว่าการจะอยู่ร่วมกันของสังคมโลก หรือไฟกำลังสุมโลกเราจะเติมเชื้อไฟเข้าไปหรือช่วยกันดับไฟแห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในใจ 

 

การเกิดขึ้นของความขัดแย้งหรือความทุกข์ก็ต่างกันออกไป แต่พระพุทธเจ้าใช้สัมวาทะ คือการพูดคุย ทำความเข้าใจ เพื่อให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยการลดโลภะ โทสะ โมหะ มีหลักฐานทางพระพุทธศาสนาปรากฎว่า เมื่อเราสุขสบายจะไม่นึกถึงศาสนา แต่เมื่อมีทุกข์จึงนึกถึง เพราะเราคุ้นเคยกับชีวิตที่สุขสบาย ฉะนั้นการใช้หลักศาสนาแก้ปัญหาต้องทำความเข้าใจให้ถึงประเด็นทั้งฝ่ายพระและฆารวาสต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา ต้องมีวิถีของการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลา เช่น การศึกษา ที่ต้องมีพุทธศาสนาเข้าไป เพื่อให้เข้าใจสัจธรรมและอยู่กับปัญหาได้อย่างมีความสุข คือการอยู่แบบตื่นรู้ ค้นหาต้นตอและวิธีการ เพื่อพัฒนาตนเองตลอดเวลาจะแก้ปัญหาให้เบาบางลงได้  สิ่งที่สถาบันโพธิคบาวิชชาลัย 980 ทำอยู่คือการเดินตามทางของพุทธปณิธานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการตอบข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนให้ความสนใจ และตั้งคำถามธรรมะคืออะไร เพราะเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวสุวรรณภูมิที่ต่อยอดได้ในอนาคต 

 

ส่วน น.ส.สนิทสุดา เอกชัย นักสื่อสารมวลชน นักหนังสือพิมพ์ นักคิดนักเขียน ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ได้ตั้งคำถามว่า ถ้าไทยเป็นสังคมพุทธ แผ่นดินมีค่ากว่าหรือชีวิตมนุษย์มีค่ากว่า  ความขัดแย้งไม่ได้เริ่มจากกระสุนแต่เริ่มจากความคิด อีกฝ่ายเป็นเจ้าของ อีกฝ่ายเป็นผู้รุกราน ฝ่ายหนึ่งถูกสอนว่าเอาเปรียบ อีกฝ่ายถูกสอนให้เป็นคนเจ้าเล่ห์ เป็นการสอนที่ถูกปลูกฝังมา ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนว่า โทสะเกิดจากอวิชชา ทำไมวิถีพุทธจึงไม่ได้ผลในสถานการณ์ปัจจุบันนี้

 

ในทางธรรมถูกสอนให้ลดอัตตา แต่อัตตากลับถูกขยาย ทำให้เกิดความรุนแรง ถ้าจะแก้แบบพุทธต้องแก้ที่เหตุ คือประวัติศาสตร์ที่ต้องกล้าสอนใหม่ให้เห็นความเชื่อมโยงของผู้คนไม่ใช้ความเป็นเจ้าของ จากเดิมที่ไร้พรมแดน ผสมผสานกัน ไม่ใช้อารมณ์แล้วทำให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ ถ้าความเมตตาหายไป เราจะถูกเรียกว่าพุทธศาสนิกชนได้หรือไม่ สงครามนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ 

 

ช่วงท้ายของการเสวนามีการแลกเปลี่ยนกับผู้รับฟังการเสวนา ดร.สุภชัย เล่าประสบการณ์ชีวิตที่มีวิถีเปลี่ยนไปจากนักธุรกิจ สู่เส้นทางในพระพุทธศาสนา และเปิดความในใจถึงการจัดเสวนาครั้งนี้ โดยกล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เปลี่ยนจากการใช้อำนาจกำลังรบมาใช้พุทธศาสนา ใช้ธรรมเป็นอำนาจ ซึ่งพระมหาผ่องสะมาเลิก ประธานศูนย์กลางองค์การพระพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่ง สปป.ลาว ท่านได้กล่าวไว้ก่อนละสังขาร และเชื่อในคำที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต จึงอยากเห็น แสงเทียนแห่งธรรม แม้อยู่ในความมืดก็จะเกิดความสว่างได้ ด้วยพลังศรัทธาเช่นเดียวกับแสงหิ่งห้อยเล็กๆ เป็นล้านตัวก็รวมกันเป็นแสงสว่างของโลกได้ 

 

นายเชิดเกียรติ กล่าวว่า ความขัดแย้งไทย กัมพูชาเป็นช่วงที่สองฝ่ายต้องหาทางร่วมกันโดยรัฐบาล ไม่ว่าความขัดแย้งมีที่มาอย่างไรต้องเข้ามาสู่โต๊ะเจรจาหารือ โดยใช้วิถีพุทธหาทางออกที่ยั่งยืน 

 

พระเมธีวรญาณ กล่าวว่า การคิด พูด ทำ เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการที่พระสงฆ์ถูกมองว่าไม่มีบทบาทอะไรนั้น ในครั้งพุทธกาล เรื่องของการพูด พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ 3 อย่าง คือ เรื่องจริงเรื่องแท้ เรื่องที่มีประโยชน์ และเรื่องที่พึงพอใจของผู้ฟัง ซึ่งยังต้องดูเวลาที่เหมาะสมด้วย และต้องสร้างกำลังเป็นเกราะป้องกัน คือป้องกันใจไม่ให้คิดอกุศล หรือเบียดเบียนผู้อื่น หากมองไปที่ธงชาติไทย สีแดง 2 ข้าง คือศรัทธาและปัญญาต้องเท่ากัน สีขาว คือวิริยะกับสมาธิ ที่ต้องเท่ากัน ส่วนสีน้ำเงินคือมีสติไม่ต้องถ่วงดุลกับสิ่งอื่น ก็จะได้บรรยากาศของธงชาติที่สง่างาม ดังนั้นเมื่อมีธรรมะอยู่แล้วจึงต้องปลุกมนุษยธรรมขึ้นมา เพื่อสุขภาพร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สิน สังคมครอบครัว สังคมประเทศชาติ หากมีมนุษยธรรมก็อยู่ด้วยกันได้อย่างปกติ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข.

สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่วัยเรียน! “รองจ๋อ” ผนึก “สว.แจ๊ะ” เปิดยุทธการปั้นนักสืบรุ่นจิ๋ว สร้างเกราะเหล็กกันภัยในรั้วโรงเรียน

 สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่วัยเรียน! “รองจ๋อ” ผนึก “สว.แจ๊ะ” เปิดยุทธการปั้นนักสืบรุ่นจิ๋ว สร้างเกราะเหล็กกันภัยในรั้วโรงเรียน



กรุงเทพฯ – ปฏิบัติการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมเริ่มต้นขึ้นกลางหอประชุม โรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ หรือ “รองจ๋อ” นำทีมวิทยากรชุดปฏิบัติการพิเศษ เปิดโครงการ MISSION POSSIBLE ถ่ายทอดภารกิจ “นักสืบจิ๋ว” ให้นักเรียนระดับ ม.ต้น–ม.ปลาย กว่า 400 คน เรียนรู้เท่าทันภัยใกล้ตัว




บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังและความตั้งใจ โดยมี ดร.ขจิตพันธ์ สุวรรณสิริภักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะผู้บริหารและเครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมต้อนรับและสนับสนุนกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง




ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบรรยาย แต่คือการ “เปิดมุมคิด” ให้นักเรียนฝึกสติและการสังเกตจดจำ เสริมทักษะรับมืออาชญากรรมใกล้ตัว ทั้งเหตุร้ายบนท้องถนน ภัยยาเสพติด และกลโกงไซเบอร์ที่แฝงมากับโลกออนไลน์ ปลูกฝังแนวคิดรู้เท่าทันภัย ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน และการเป็นหูเป็นตาให้สังคม




พล.ต.ต.ธีรเดช ย้ำชัดว่า อาชญากรรมอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด การป้องกันต้องเริ่มจากบ้าน ขยายสู่โรงเรียน และเชื่อมถึงชุมชน การรู้เท่าทันและการสังเกตคือพื้นฐานสำคัญ เมื่อแต่ละจุดมีภูมิคุ้มกัน สังคมโดยรวมก็จะปลอดภัยมากขึ้น



ปฏิบัติการ “นักสืบรุ่นจิ๋ว” จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมวันเดียวจบ แต่คือการวางรากฐานความปลอดภัยให้เยาวชนเติบโตอย่างรู้เท่าทัน กลายเป็นพลังเฝ้าระวังเชิงบวกในรั้วโรงเรียน และต่อยอดสู่ความเข้มแข็งของสังคมในระยะยาว

//