วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สกัดก่อนทะลักเมือง! ตำรวจนครบาล ทลายแก๊งลำเลียงยา ยึดล็อตใหญ่ 3.91 ล้าน

 สกัดก่อนทะลักเมือง! ตำรวจนครบาล ทลายแก๊งลำเลียงยา ยึดล็อตใหญ่ 3.91 ล้าน



“น.1” สั่งลุยตัดวงจรยาเสพติด ขยายผลจากรายย่อยถึงนายทุน จับ 2 ผู้ต้องหา ซุกยาในรถตู้-กระบะตู้ทึบ



กรุงเทพฯ — ปฏิบัติการเชิงรุกของตำรวจนครบาล เดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 (บก.น.3) เปิดยุทธการสกัดขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมยาบ้ากว่า 3.91 ล้านเม็ด หลังพบใช้รถตู้และรถกระบะตู้ทึบเป็นพาหนะซุกซ่อนและลำเลียงยา หวังนำกระจายเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของเมือง



ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้นโยบายของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ได้กำหนดแนวทางให้ทุกหน่วยในสังกัดเร่งปราบปรามยาเสพติดแบบครบวงจร ตั้งแต่การจับกุมผู้ค้ารายย่อย การขยายผลไปยังเครือข่ายรายใหญ่ รวมถึงการดำเนินการยึดทรัพย์เพื่อตัดวงจรทางการเงินของขบวนการ



ภายหลังได้รับนโยบาย พล.ต.ต.ประสงค์ อานมณี ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 สั่งการให้ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน บก.น.3 เร่งสืบสวนขยายผลกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ


โดยมี พ.ต.อ.กฤษ ก้อมน้อย ผกก.สส.บก.น.3 พร้อมชุดสืบสวน นำกำลังติดตามพฤติการณ์เครือข่ายเป้าหมายอย่างใกล้ชิด จนพบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับขบวนการลักลอบนำยาเสพติดจำนวนมากเข้ามาพักและกระจายต่อในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน



จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้รถตู้โตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน นค 7747 ปทุมธานี เป็นพาหนะลำเลียงยาเสพติดเข้ามาจอดพักในพื้นที่ซอยประชาร่วมใจ 7 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เพื่อรอการส่งมอบต่อ


ตำรวจจึงวางกำลังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว กระทั่งวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 21.00 น. พบรถกระบะตู้ทึบโตโยต้า ทะเบียน ฒน 5234 กรุงเทพมหานคร ขับเข้ามาจอดบริเวณหน้ารถตู้ต้องสงสัย


จากนั้นชาย 2 รายได้ลงจากรถ ก่อนเปิดประตูรถตู้และช่วยกันลำเลียงถุงพลาสติกสีดำขึ้นรถกระบะตู้ทึบ เจ้าหน้าที่ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบทันที


ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวนมหาศาล ซุกซ่อนอยู่ภายในรถทั้งสองคัน จึงเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมตรวจยึดของกลางทั้งหมด


ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ได้แก่ นายเกียรติศักดิ์ หรือ “ท็อป” และ นายสพล หรือ “พล” พร้อมของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้าประมาณ 3,910,000 เม็ด โทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อเกี่ยวกับยาเสพติดและรับโอนเงิน รถตู้โตโยต้า และรถกระบะตู้ทึบ ซึ่งเชื่อว่าใช้เป็นเครื่องมือในการซุกซ่อนและลำเลียงยาเสพติด


เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา

“จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยผิดกฎหมาย อันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”


ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจสารเสพติดของสำนักงาน ป.ป.ส. เบื้องต้นไม่พบสารเสพติดในร่างกาย


ขณะที่ยาเสพติดของกลางผ่านการตรวจพิสูจน์ด้วยน้ำยามาร์คควิด ยืนยันเป็นเมทแอมเฟตามีนจริง


สำหรับผู้ต้องหาได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนขยายผลไปยังบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการรายอื่นได้


ตำรวจนครบาล 3 เตรียมเดินหน้าขยายผลเชิงลึก เพื่อจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมดำเนินมาตรการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติด ตามแนวทางของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

//

ราชทัณฑ์ จับมือ ภาครัฐ-เอกชน เซ็น MOU ส่งเสริมมีงานทำ-รายได้มั่นคงแก่ผู้พ้นโทษ ลดทำผิดซ้ำ

 ราชทัณฑ์ จับมือ ภาครัฐ-เอกชน เซ็น MOU ส่งเสริมมีงานทำ-รายได้มั่นคงแก่ผู้พ้นโทษ ลดทำผิดซ้ำ




กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ ผนึก กระทรวงแรงงาน และ หอการค้าไทย ร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้พ้นโทษ สร้างความมั่นคงทางสังคม ลดกระทำผิดซ้ำ



เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (10 ก.ค.69) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.รง.) และ นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการมีงานทำให้กับผู้พ้นโทษ ผู้กระทำผิดที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ หรือเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ระหว่าง กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ณ เรือนจำกลางคลองเปรม ถ.งามวงศ์วาน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยมี นายไพฑูรย์ มงคลหัตถี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ซึ่งมีผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการทัณฑสถาน คณะผู้บริหาร ข้าราชการ แขกผู้มีเกียรติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีฯ 




โดยการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมการมีงานทำให้กับผู้พ้นโทษ ผู้กระทำผิดที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ หรือเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนาที่จะร่วมมือกันในการส่งเสริมให้ผู้พ้นโทษ ผู้กระทำผิดที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ให้มีงานทำ มีอาชีพ และมีรายได้ที่มั่นคง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม รวมทั้งเป็นการลดการกระทำความผิดซ้ำ



ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างโอกาสด้านการมีงานทำให้แก่ผู้พ้นโทษ ผู้กระทำผิดที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ และเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมุ่งเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม พัฒนาทักษะอาชีพและฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมประสานความร่วมมือกับนายจ้างและสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีอาชีพสุจริต มีรายได้ที่มั่นคง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน




ในโอกาสนี้ กรมราชทัณฑ์ ขอขอบคุณ กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างโอกาสในการมีงานทำ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พ้นโทษและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป