วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กยท. วางเป้า พัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาง ยกระดับมาตรฐานตลาดเครือข่ายฯ ทั่วประเทศ พร้อมเสริมองค์ความรู้-ประยุกต์เทคโนโลยีการทำสวนยาง

 กยท. วางเป้า พัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาง ยกระดับมาตรฐานตลาดเครือข่ายฯ ทั่วประเทศ พร้อมเสริมองค์ความรู้-ประยุกต์เทคโนโลยีการทำสวนยาง 




การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาง มุ่งยกระดับตลาดเครือข่ายฯ ครอบคลุมทั่วประเทศ ควบคู่การป้อนองค์ความรู้ - เทคโนโลยีในสวนยาง พัฒนาศักยภาพชาวสวนยาง เพิ่มคุณภาพผลผลิตยาง สร้างความมั่นคงทางรายได้อย่างยั่งยืน




นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมาได้ขยายตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ให้ชาวสวนยางเข้าถึงระบบซื้อขายยางผ่านตลาดกลางยางพาราของ กยท. ซึ่งปัจจุบัน กยท. สามารถขยายตลาดเครือข่ายฯ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แล้วจำนวน 901 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 2 ก.พ. 69) บรรลุเป้าหมายการขยายตลาดเครือข่ายฯ ตามแผนที่วางไว้ สำหรับปีนี้ กยท. จะเน้นการยกระดับและพัฒนาตลาดเครือข่ายฯ ทุกแห่งให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยจะจำแนกกลุ่มตลาดเครือข่ายฯ (Grading) ตามศักยภาพ เพื่อให้สามารถวางแนวทางเข้าไปสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพตลาดเครือข่ายฯ แต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ A, B, C, D และ E ซึ่งพิจารณาจากปริมาณและความถี่ของการซื้อขายยางผ่านตลาด ระบบการบริหารจัดการภายใน และผลการดำเนินงานในภาพรวม เป็นต้น จากนั้นจะนำข้อมูลรายละเอียดของตลาดเครือข่ายฯ เข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนให้สอดคล้องกับศักยภาพแต่ละระดับ อาทิ กลุ่มตลาดเครือข่ายฯ ระดับ A ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการซื้อขายยางผ่านตลาดในระดับสูง จะเน้นสนับสนุนด้านการขยายช่องทางการจำหน่ายยาง รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากการทำอาชีพเสริมร่วมยาง ในขณะที่กลุ่มตลาดเครือข่ายฯ ระดับ E ซึ่งเป็นตลาดเครือข่ายฯ กลุ่มตั้งต้น จะเน้นสนับสนุนอุปกรณ์จัดการผลผลิตให้ได้คุณภาพ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการตลาด และการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ชาวสวนยางมีช่องทางการขายยางผ่านตลาดเครือข่ายฯ มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ได้รับราคาที่เป็นธรรม ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร





นายโกศล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากยกระดับตลาดยางเครือข่ายฯ ทั่วประเทศแล้ว กยท. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของชาวสวนยางซึ่งถือเป็นกลุ่มต้นน้ำในระบบยางพารา เพื่อให้เกษตรกรมีการจัดการสวนยางอย่างเป็นระบบ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านยางพารา โดยใช้ศูนย์เรียนรู้ยางพาราและแปลงถ่ายทอดเทคโนโลยีของ กยท. เป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ชาวสวนยาง เปิดโอกาสให้ชาวสวนยางได้เข้ามาเรียนรู้จากประสบการณ์จริงผ่านแปลงสาธิต  ปรับแนวคิด-เปลี่ยนรูปแบบการทำสวนยางสู่การบริหารจัดการที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ทรัพยากร และศักยภาพมากขึ้น รวมถึงโมเดลสวนยางอารยเกษตร ที่ผสานศาสตร์สากลหรือเทคโนโลยี ร่วมกับการจัดการสวนยางแบบผสมผสาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะครูยางอาสา ผ่านการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตยางเพื่อส่งต่อความรู้ใหม่ๆ สู่เกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเกิดประโยชน์สูงสุด






ทีมข่าวประชาสัมพันธ์ กยท.

นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) แก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีฯ

 นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) แก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีฯ 


(11 ก.พ. 69) เวลา 13.30 น. ที่ตึกสันติสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมลงนาม โดยภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสื่อมวลชน ที่ร่วมเป็นจำนวนมาก 


สำหรับโรคพยาธิใบไม้ตับ มะเร็งตับ และมะเร็งท่อน้ำดี เป็นวิกฤตปัญหาทางสุขภาพและสาธารณสุขระดับชาติที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิต สังคม และเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญบนฐานการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง บนเป้าหมาย "ร่วมตัดวงจรและหยุดความสูญเสีย" ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของคนไทยที่เกิดจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับอันเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนไทยกว่าครึ่งศตวรรษ และจากสถิติจะพบผู้ป่วยปีละประมาณ 15,000-20,000 ราย (โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 65,100 คนต่อปี และปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน ที่สามารถพัฒนาไปสู่โรคมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต 


การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ มุ่งทำให้ "ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี" ลดอัตราการติดเชื้อ เพิ่มการวินิจฉัยผู้ป่วยในระยะแรก และเพิ่มจำนวนผู้รอดชีวิตให้มากขึ้น ด้วยการสร้างความรู้การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การจัดการ และการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง ทั้งอาหาร แหล่งน้ำ และสุขลักษณะ ค่านิยม วัฒนธรรมกินดิบ ที่ฝังรากลึกวิถีชีวิตคนไทยด้วยพลังความร่วมมือทั้งจากระดับนโยบาย ฝ่ายปฏิบัติ ภาควิชาการ ตลอดจนชุมชนและประชาชนทั่วประเทศ โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการใน 6 ด้าน ได้แก่  





1. ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณาการการดำเนินงานเชิงพื้นที่ สนับสนุนและกำกับการขับเคลื่อนงานในระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น ผ่านกลไกผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และกลไกภาคีในพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สุขาภิบาล และการมีส่วนร่วมของชุมชนให้เป็นเอกภาพ 

2. เสริมสร้างบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการปัจจัยเสี่ยงเชิงระบบ ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งปฏิกูล การควบคุมแหล่งแพร่กระจายพยาธิใบไม้ตับ และการจัดการอาหารปลอดภัย พร้อมทั้งผลักดันให้บรรจุประเด็นดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น แผนงาน และโครงการกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

3. สนับสนุนการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและกฎหมายในระดับพื้นที่ ส่งเสริมการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น มาตรการ หรือแนวปฏิบัติด้านการจัดการสิ่งปฏิกูลและอาหารปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง 

4. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและเครือข่ายชุมชน สนับสนุบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคประชาชน ในการสื่อสารสร้างความรู้ ความตระหนัก และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชาชน รวมถึงการมีส่วนส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและจัดการปัญหาในระดับชุมชน  

5. เชื่อมโยงและสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาคี ประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธาธารณสุข มหาวิทยาลัย และหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง 

6. สนับสนุนระบบติดตาม ประเมินผล และการขยายผลอย่างยั่งยืน และสามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน 


จันทร์เพ็ญ จารุจำรัส (เอ็ม)สำนักข่าว ข่าวไทยนิวส์ ข่าว 

สุทธิชัย อุปปะ (เต็ม) บก.ข่าวไทยนิวส์ รายงาน