ความจริงที่ต้องเปิดให้หมด ! คำถามใหญ่ “ใครนำเข้าปลาหมอคางดำ”
ศาลปกครองกลางชี้ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่การชี้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเพียงรายเดียว แต่ให้น้ำหนักกับ “กรมประมง” ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับ ควบคุม และป้องกันความเสียหาย เมื่อรู้ถึงความเสี่ยงแล้วแต่ยังเกิดการแพร่ระบาด ขณะที่คดีแพ่งวันที่ 14 กันยายนนี้ จะต้องกลับไปหาคำตอบอีกด้านว่า ต้นทางของปลาหมอคางดำคือใคร และมีเพียงรายเดียวจริงหรือไม่ เพราะหลักฐานการส่งออกและงานวิจัย DNA กลับสะท้อนภาพว่า ปลาชนิดนี้อาจมีเส้นทางเข้าประเทศมากกว่าหนึ่งทาง
คำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีที่ชาวบ้านจังหวัดสมุทรสงครามได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ได้ทำให้ประเด็นนี้เดินมาถึงจุดสำคัญอีกครั้ง
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด คือ ศาลปกครองกลางไม่ได้วินิจฉัยโดยมุ่งชี้ว่า “เอกชนรายใด” เป็นผู้ทำให้ปลาหมอคางดำหลุดลงสู่ธรรมชาติโดยตรง แต่ให้น้ำหนักไปที่ หน้าที่ของกรมประมงและผู้บริหารกรมประมง ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจกำกับดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น เมื่อหน่วยงานรัฐรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศแล้ว การอนุญาต การติดตาม การควบคุม และการตรวจสอบจึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุม และเมื่อเกิดการแพร่ระบาดขึ้น กรมประมงก็ยังมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าไปควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ได้
นั่นทำให้ประเด็นทางปกครองชัดเจนว่า “ละเลยต่อหน้าที่” เป็นหัวใจของคดี
แต่คำถามหนึ่งไม่ได้จบลงพร้อมกับคำพิพากษานี้
นั่นคือ… แล้วใครกันแน่เป็นผู้นำปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทย?
และที่สำคัญกว่านั้นคือ มีเพียงเอกชนรายเดียวจริงหรือไม่?
คำตอบส่วนนี้ยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการพิจารณาทางแพ่งในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
ต้นทางและความรับผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เพราะหากคำถามคือ “ใครนำเข้า” หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางธุรกิจที่ปรากฏในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจทำให้ภาพของเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าการมองว่ามีต้นทางเพียงจุดเดียว




