วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยต่อเนื่อง ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยบริเวณชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ รวมมูลค่ากว่า 1.8 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยต่อเนื่อง ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยบริเวณชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ รวมมูลค่ากว่า 1.8 แสนบาท 

.




วันนี้ (วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายชูเดช เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัยและแผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ (เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ) มีผู้ประสบภัยที่เข้ารับความช่วยเหลือในวันนี้ จำนวน 17 ครอบครัว รวม 39 คน มูลนิธิฯ มอบเงินสด คนละ 3,500 บาท เป็นเงิน 136,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว จำนวน 12 ชุด ชุดละ 2,500 บาท เป็นเงิน 30,000 บาท มอบเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคล จำนวน 5 ชุด ชุดละ 1,500 บาท เป็นเงิน 7,500 บาท รวมคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 174,000 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,800 บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 181,800 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นางสาวอรุณี อินถนอม ผู้อำนวยการเขตวังทองหลาง พร้อมด้วย อาสาฯ ศิลปิน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อาทิ นายภัทรพล ฐิติภวัตสกุล ,นายกวิน ชาตะวนิช, นายสุขสันต์ วันสว่าง นางสาวเบญญาภา จันใจ รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมลงพื้นที่มอบ ณ วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 

.





ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.




ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

ความจริงที่ต้องเปิดให้หมด ! คำถามใหญ่ “ใครนำเข้าปลาหมอคางดำ”

 ความจริงที่ต้องเปิดให้หมด ! คำถามใหญ่ “ใครนำเข้าปลาหมอคางดำ”



ศาลปกครองกลางชี้ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่การชี้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเพียงรายเดียว แต่ให้น้ำหนักกับ “กรมประมง” ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับ ควบคุม และป้องกันความเสียหาย เมื่อรู้ถึงความเสี่ยงแล้วแต่ยังเกิดการแพร่ระบาด ขณะที่คดีแพ่งวันที่ 14 กันยายนนี้ จะต้องกลับไปหาคำตอบอีกด้านว่า ต้นทางของปลาหมอคางดำคือใคร และมีเพียงรายเดียวจริงหรือไม่ เพราะหลักฐานการส่งออกและงานวิจัย DNA กลับสะท้อนภาพว่า ปลาชนิดนี้อาจมีเส้นทางเข้าประเทศมากกว่าหนึ่งทาง




คำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีที่ชาวบ้านจังหวัดสมุทรสงครามได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ได้ทำให้ประเด็นนี้เดินมาถึงจุดสำคัญอีกครั้ง

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด คือ ศาลปกครองกลางไม่ได้วินิจฉัยโดยมุ่งชี้ว่า “เอกชนรายใด” เป็นผู้ทำให้ปลาหมอคางดำหลุดลงสู่ธรรมชาติโดยตรง แต่ให้น้ำหนักไปที่ หน้าที่ของกรมประมงและผู้บริหารกรมประมง ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจกำกับดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น เมื่อหน่วยงานรัฐรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศแล้ว การอนุญาต การติดตาม การควบคุม และการตรวจสอบจึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุม และเมื่อเกิดการแพร่ระบาดขึ้น กรมประมงก็ยังมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าไปควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ได้


นั่นทำให้ประเด็นทางปกครองชัดเจนว่า “ละเลยต่อหน้าที่” เป็นหัวใจของคดี

แต่คำถามหนึ่งไม่ได้จบลงพร้อมกับคำพิพากษานี้

นั่นคือ… แล้วใครกันแน่เป็นผู้นำปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทย?

และที่สำคัญกว่านั้นคือ มีเพียงเอกชนรายเดียวจริงหรือไม่?




คำตอบส่วนนี้ยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการพิจารณาทางแพ่งในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ


ต้นทางและความรับผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง


เพราะหากคำถามคือ “ใครนำเข้า” หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางธุรกิจที่ปรากฏในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจทำให้ภาพของเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าการมองว่ามีต้นทางเพียงจุดเดียว