วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กรมพินิจฯ มอบนโยบาย วาง “ยุทธศาสตร์ 4 มิติ” สร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน

 กรมพินิจฯ มอบนโยบาย วาง “ยุทธศาสตร์ 4 มิติ” สร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน



อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มอบนโยบายขับเคลื่อนการปฏิบัติราชการ ปี 2569 ผ่าน “ยุทธศาสตร์ 4 มิติ” CARE Strategy เพื่อดูแล พัฒนา และสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน



วันนี้ (2 ก.พ.69) เวลา 09.30 น. ที่โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาศักยภาพองค์กรเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” พร้อมมอบนโยบายการบริหารราชการแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ โดยมี นางนลินนาถ ไกรนรา รองอธิบดีกรมพินิจฯ นางสุจิตรา แก้วไกร รองอธิบดีกรมพินิจฯ นางปรีดา วิสาโรจน์ รองอธิบดีกรมพินิจฯ ตลอดจนคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกรมพินิจฯ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ 



โอกาสนี้ นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้มอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งการดำเนินงานในปีนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความท้าทาย จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติด้านสังคม พฤติกรรมของเด็กและเยาวชน รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการบริหารงานในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดทิศทางตามวงรอบของการบริหารราชการเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความปลอดภัย และการบริหารราชการที่ทันสมัย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน”



นายโกมล กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดที่เราทุกคนต้องยึดมั่น ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “เราจะเป็นองค์กรมาตรฐานสากลด้านการพิทักษ์คุ้มครองเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม” โดยมีกรอบแนวคิด “CARE” เป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อน กล่าวคือ



C : Continuing Royal Initiatives สืบสานศาสตร์พระราชา มีแนวทางการขับเคลื่อนสำคัญในการน้อมนำแนวพระราชดำริและแนวทางการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนมาเป็นหลักในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน


A : Advancing Administration พัฒนาระบบงาน โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน


R : Raising Educational Opportunities ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา กรมฯ มีนโยบายส่งเสริมการศึกษาทั้งสายสามัญ สายอาชีพ และวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีงานทำและมีรายได้ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน



E : Expanding Networks มุ่งพัฒนาเครือข่าย มีแนวทางในการขับเคลื่อนผ่านระบบเครือข่าย ทั้งด้านการรักษาพยาบาล อนามัยสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมด้านการศึกษา การพัฒนาระบบการแก้ไขบำบัดฟื้นฟู การสงเคราะห์ช่วยเหลือ เพื่อให้เด็กและเยาวชนประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต



ทั้งนี้ ความสำเร็จของการขับเคลื่อนดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

“ปวีณา” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. เขตสายไหม ออเงิน อ้อนขอโอกาสเข้าสภาฯ ผลักดันกฎหมาย ข่มขืน ฆ่าโหด โทษประหารชีวิต ตัดวงจรยาเสพติดสิ้นซาก แก้วิกฤตสังคม

 




     “ปวีณา” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. เขตสายไหม ออเงิน อ้อนขอโอกาสเข้าสภาฯ ผลักดันกฎหมาย ข่มขืน ฆ่าโหด โทษประหารชีวิต ตัดวงจรยาเสพติดสิ้นซาก แก้วิกฤตสังคม




     เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 พรรคกล้าธรรม (กธ.)โดยนางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม นำคณะลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.กทม.พรรคกล้าธรรม เขต 11 พื้นที่สายไหม นายธีระเดช นาซีก เบอร์ 8 และ นายนนท์ปวิธ แก้วงาม เบอร์ 16  เขต 12 พื้นที่ ออเงิน ท่าแร้ง และจรเข้บัว 



   โดยจุดแรกของการหาเสียงของพรรคกล้าธรรมวันนี้ นางปวีณา นำคณะเข้ากราบสักการะขอพรพระครูพิทักษ์รัตนานุกิจ เจ้าคณะเขตสายไหม เจ้าอาวาสวัดพรพระร่วงประสิทธิ์ เพื่อรับฟังข้อเสนอมุมมองของปัญหาที่เกิดขึ้นในเขตชุมชน ก่อนที่จะขึ้นรถแห่หาเสียง ในโครงการเคหะพรพระร่วงประสิทธิ์ พร้อมกันนี้ยังเดินพบปะชาวบ้านรับฟังเสียงสะท้อนของคนในชุมชน โดยมีประชาชนออกมารอต้อนรับส่งกำลังใจต่อเนื่อง 



    ทั้งนี้นางปวีณา ได้รณรงค์หาเสียงประกาศ 5 นโยบายหลักด้านสังคม พรรค คือ ตัดวงจรยาเสพติดสิ้นซาก ส่งบำบัดจริง 1 ปี ฝึกอาชีพ มีงานทำ, ตั้งศูนย์เด็กเล็กในชุมชน บริษัท หน่วยงานราชการ เอกชน โรงงาน เพื่อให้พ่อแม่ได้อยู่ใกล้ลูกและยังสามารถทำมาหากินไปพร้อมๆ กันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย, โรงเรียนผู้สูงอายุฝึกอาชีพให้มีงานทำ, แก้หนี้นอกระบบ และจัดตั้งธนาคารประชาชน ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดี





    จากนั้นนางปวีณา นำคณะขึ้นแห่รณรงค์หาเสียง และเดินพบปะชาวบ้านย่านสายไหม ทั้ง ทองสถิตย์6  ,ม.ซิลค์วิลเลจ ชุมชนพลายรัตนะ หมู่บ้าน กม.24 รวมถึงชุมชนซอยแอนเน็กซ์ โดยอาสาเข้ามารับใช้พี่น้องประชาชน โดยมีประชาชนออกมารอต้อนรับส่งกำลังใจต่อเนื่อง 




      นางปวีณา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่านโยบายที่ตนตั้งใจผลักดันหากได้รับเลือกเข้าไปทำงานในสภาผู้แทนราษฎร จะให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายข่มขืน ฆ่าโหด เท่ากับ ประหารชีวิตสถานเดียว การเยียวยาผู้เสพยาเสพติดต้องได้รับการบำบัดและฝึกอาชีพ การดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุและคนพิการ ตลอดการผลักดันธนาคารประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเปราะบางที่ยังคงเป็นหนี้นอกระบบ 



    นางปวีณา ยืนยันว่าในฐานะที่เป็นอดีตสส.มา 6 สมัย ตนไม่เคยทิ้งบทบาททางการเมือง เพียงแค่ทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่ปัจจุบันพรรคกล้าธรรม ให้โอกาสเข้ามาดูแลงานด้านสังคม ตนจึงพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ 

    “ ยอมรับว่าช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหญ่ต่างแข่งกันรุนแรงเพื่อดึงคะแนนจากชาวบ้าน จึงไม่อยากให้ พรรคกล้าธรรมของเรา ที่มีนโยบายด้านสังคมที่ตรงจุดตอบโจทย์ปัญหาทุกชุมชน ต้องเสียโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องประชาชน ซึ่งดิฉัน ในฐานะผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม จึงหวังว่าวันที่ 8 กุมภาฯนี้ พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนจะไว้วางใจกาเบอร์ 42  บัตรสีชมพู พรรคกล้ากรรม และบัตรสีเขียวสส.แบบเขต ให้ดิฉันและสส.ของพรรคเข้าไปทำงานในสภาฯเพื่อผลักดันออกกฎหมาย แก้วิกฤตสังคมไทย”