วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กยท. Kick off "โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ยางพารา ปี 69" โชว์แปลงสาธิตน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม หนุนทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 กยท. Kick off "โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ยางพารา ปี 69" โชว์แปลงสาธิตน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม หนุนทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม




วันนี้ (14 ส.ค. 69) ณ ศูนย์เรียนรู้ยางพาราขอนแก่น อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ยางพารา ปี 2569 ดันศูนย์เรียนรู้ยางพาราขอนแก่นสู่ 'Smart Learning Center' ชูแนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย” พร้อมโชว์แปลงต้นแบบสาธิตการใช้น้ำหมักชีวภาพอะมิโนนม  โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) เป็นประธานเปิดโครงการฯ พร้อมด้วย นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ และผู้บริหาร กยท. ร่วมในพิธีเปิด ร่วมบูรณาการ “กยท.-อ.ส.ค.-พด.” เปลี่ยนน้ำนมดิบส่วนเกินเป็นปัจจัยการผลิตคุณภาพสูง เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร ลดต้นทุนเกษตรกร ควบคู่การทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม




ดร.ธีรชัย กล่าวขณะเป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ยางพารา (Smart Learning Center) ประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า “กิจกรรมบูรณาการนวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม การยางแห่งประเทศไทย” ที่จัดขึ้นนี้ ถือเป็นแบบอย่างการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กยท., องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.), และกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม สำหรับใช้เป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ซึ่งช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน นับเป็นการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงการนำ “ปัญหา” มาสร้างเป็น “โอกาส” สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ภาคการเกษตร และเชื่อมโยงเกษตรกรต่างสาขาให้สามารถเกื้อกูลกันได้อย่างเป็นรูปธรรม



นายญาณกิตติ์ กล่าวว่า กยท. มุ่งส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในครั้งนี้ กยท. มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้ยางพาราขอนแก่นให้เป็น Smart Learning Center เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านการเกษตรแก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง และบุคคลทั่วไป โดยกิจกรรมสำคัญภายในศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้คือ การเปิดแปลงสาธิตการใช้น้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม เพื่อเป็นแปลงต้นแบบสำหรับเรียนรู้และนำองค์ความรู้ของการนำน้ำหมักชีวภาพฯ ไปปรับใช้ในสวนยางพารา และในพืชเกษตรอื่นๆ ของเกษตรกร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ทั้งนี้ กยท. พร้อมขยายผลการใช้น้ำหมักชีวภาพไปยังเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ยางพาราต้นแบบทั้ง 33 แห่ง ในพื้นที่รับผิดชอบของ กยท. เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งครอบคลุม 10 จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น, จ.เลย, จ.กาฬสินธุ์, จ.หนองบัวลำภู, จ.อุดรธานี, จ.หนองคาย, จ,บึงกาฬ, จ.สกลนคร, จ.นครพนม, และ จ.มุกดาหาร ต่อไป



“กยท. เดินหน้าพัฒนาศูนย์เรียนรู้ยางพาราให้มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งสู่การเป็น ‘แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต’ เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ได้จากการปฏิบัติจริง ทดลองใช้นวัตกรรมจริง และนำองค์ความรู้กลับไปประยุกต์ใช้ในสวนยางพาราของตนเองได้จริง เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ประหยัดเวลา พร้อมทั้งพัฒนาศูนย์เรียนรู้ยางพาราสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางอารยเกษตรต่อไป” นายญาณกิตติ์ กล่าวย้ำ



สำหรับกิจกรรมในวันเปิดโครงการฯ ครั้งนี้ มีการมอบประกาศนียบัตร Rubber For Your Life รวมถึงปัจจัยการผลิต (น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ และน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ) ให้แก่เครือข่ายศูนย์เรียนรู้ยางพาราต้นแบบเพื่อขยายผลสู่แปลงเรียนรู้ ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การสาธิตใช้น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ (กรดอะมิโนนม), ฐานการเรียนรู้นวัตกรรมของ กยท. อาทิ การเก็บเกี่ยวผลผลิตยางด้วยนวัตกรรมเอทิลีน การบริหารจัดการน้ำในสวนยางพาราด้วยนวัตกรรมผ้าเคลือบน้ำยางพาราสร้างรายได้เสริม (คลองไส้ไก่ส่งน้ำ, บ่อผ้าเคลือบน้ำยาง),  นิทรรศการ Rubber For Your Life และบูธชม ชิม ช้อป ผลิตภัณฑ์ของ กยท. ตลอดจนการเปิดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “จากวิกฤตน้ำนมล้นตลาด สู่การบูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนนวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม เพื่อการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ถือเป็นการแบ่งปันประสบการณ์จากเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ยางพาราต้นแบบ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรด้วยนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม





____


ทีมข่าวประชาสัมพันธ์ กยท.

ร้อยเอ็ด รถไฟทางคู่สายอีสานส่งต่อความรู้ถึงมือน้อง มอบอุปกรณ์เรียน-กีฬา 4 โรงเรียน

 ร้อยเอ็ด รถไฟทางคู่สายอีสานส่งต่อความรู้ถึงมือน้อง มอบอุปกรณ์เรียน-กีฬา 4 โรงเรียน





ร้อยเอ็ด – การรถไฟแห่งประเทศไทย เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ภายใต้โครงการ “รถไฟทางคู่ สายบ้านไผ่–มหาสารคาม–ร้อยเอ็ด–มุกดาหาร–นครพนม ต่อความรู้ถึงมือน้อง” ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนในพื้นที่ก่อสร้างทางรถไฟ มอบอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬา พร้อมจัดกิจกรรมกีฬาพื้นบ้าน สร้างรอยยิ้มและความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียน ชุมชน และโครงการก่อสร้างทางรถไฟ วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่โรงเรียนบ้านหนองแวงยาว ตำบลสวนจิก อำเภอเมืองศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด ดร.วิทยา นนท์นภา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 เป็นประธานเปิดกิจกรรม โดยมี ดร.ศิรินทร ภู่จินดา ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์ นายจำเนียร หาญฟ้าเลื่อน ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมและประชาสัมพันธ์โครงการ นายไพรรัตน์ วรรณชรา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองแวงยาว ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา ร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

นายจำเนียร หาญฟ้าเลื่อน กล่าวว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ




กิจกรรมครั้งนี้มุ่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการ ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมถึงสนับสนุนสื่อ วัสดุ และอุปกรณ์การเรียนการสอนให้เพียงพอและเหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ ส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก

นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างความคุ้นเคย ความไว้วางใจ และสัมพันธภาพที่ดีระหว่างโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่โครงการก่อสร้างทางรถไฟ




สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ มีโรงเรียนเข้าร่วมจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกล้วยวิทยา โรงเรียนบ้านป่าแหนหนองไร่ โรงเรียนทรายทองวิทยา และโรงเรียนบ้านหนองแวงยาว โดยมีการมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และร่วมกิจกรรมกีฬาพื้นบ้านระหว่างครูและนักเรียน นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มุ่ง “ต่อความรู้ถึงมือน้อง” ควบคู่กับการพัฒนาสาธารณูปโภค สร้างโอกาสทางการศึกษา และดูแลชุมชนรอบพื้นที่โครงการ ให้เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนารถไฟทางคู่สายอีสาน




คมกฤช พวงศรีเคน ข่าว/ภาพ

จันทร์เพ็ญ จารุจำรัส (เอ็ม) สำนักข่าว ข่าวไทยนิวส์ รายงาน 097-624-6388 

สุทธิชัย อุปปะ (เต็ม) บก.สำนักข่าว ข่าวไทยนิวส์