วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สุดช็อก ! แม่คาใจลูกเสียชีวิต ร่ำไห้ร้อง "ปวีณา" แจ้งว่าลูกเพิ่งผ่าคลอดอาการวิกฤติก่อนดับปริศนา

    สุดช็อก !  แม่คาใจลูกเสียชีวิต ร่ำไห้ร้อง "ปวีณา" แจ้งว่าลูกเพิ่งผ่าคลอดอาการวิกฤติก่อนดับปริศนา 



      แม่คาใจลูกเสียชีวิต! ร้อง "ปวีณา" แจ้งว่าลูกเพิ่งผ่าคลอดอาการวิกฤติก่อนดับปริศนา 1.หมอบล็อกหลังแล้วแต่ยาไม่ออกฤทธิ์ หมอบอกว่าแทงไม่ถึงเส้น 2.สงสัยปมยาสลบหมดฤทธิ์ก่อนผ่าตัดเสร็จเป็นเหตุให้แม่ฟื้นกลางเตียงผ่าตัดหมอต้องวางมือหันมาอัดยาสลบซ้ำทำลูกขาดอากาศหายใจหรือไม่? 3.รพ.ส่งทารกอาการวิกฤติไปรักษาต่อช้าหรือไม่? ขอ "ปวีณา" ช่วยตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตลูกน้อยไขความกระจ่างให้ความเป็นธรรม "ปวีณา" ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว 



    ที่มูลนิธิปวีณาฯ : วันที่ 17 ก.ค.69 เวลา 10.30 น. แม่พ่อและยายเดินทางมาร้องทุกข์ "ปวีณา" แจ้งว่า แม่ตั้งครรภ์ผ่าคลอดลูกที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. ระหว่างผ่าคลอดยาสลบหมดฤทธิ์ทำให้รู้สึกตัวแพทย์จึงหยุดผ่าตัดกลางคันแล้วหันมาให้ยาสลบแม่ซ้ำ หลังฟื้นขึ้นมาอีกทีลูกสาวที่คลอดออกมามีอาการวิกฤติต้องอยู่ใน ICU เด็ก 1 วัน ก่อนจะส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 และลูกเสียชีวิตลง ในใบมรณบัตรระบุสาเหตุการตาย "ภาวะความดันเลือดในปอดสูง" แม่ใจสลายไปถามหาสาเหตุที่รพ.เอกชนแห่งแรก เจ้าหน้าที่แจ้งว่า เด็กสำลักน้ำคล่ำเสียชีวิต แม่สงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบให้ความกระจ่าง "ปวีณา" ประสาน  ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข



    น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี แม่ที่เพิ่งเสียลูกไป กล่าวว่าตนเป็นชาว จ.พะเยา เดินทางเข้ามาทำงานรับเหมาก่อสร้างในกทม. ย่านเขตภาษีเจริญ ตนกับสามีอยู่กินกันมา 13 ปี มารู้ตัวอีกทีตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จึงได้ใช้สิทธิบัตรทองไปฝากครรภ์ที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในกทม. และไปตรวจครรภ์ตามที่หมอนัดทุกครั้ง อัลตราซาวน์ลูกในท้องเป็นผู้หญิงปกติแข็งแรงดี หมอนัดให้คลอดเองตามธรรมชาติในวันที่ 4 ก.ค.69 



วันที่ 4 ก.ค.69 ไปหาหมอที่รพ. แต่ตนยังไม่มีอาการปวดท้อง หมอตรวจพบว่ามดลูกยังไม่เปิด อัลตราซาวน์ลูกในท้องปกติ จึงนัดไปรพ.อีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.69 เมื่อถึงวันนัดตนไปที่รพ. แต่ก็ยังไม่ปวดท้องคลอด และมดลูกยังไม่เปิด หมออัลตร้าซาวด์เด็กในท้องปกติแข็งแรงดี จึงนัดอีกครั้งในวันที่ 9 ก.ค.69 เพื่อจะทำการผ่าคลอด วันที่ 8 ก.ค.69 ตนจึงไปนอนที่รพ. เพื่อรอคลอด



วันที่ 9 ก.ค.69 เวลา 11:00 น. ตนเข้าห้องคลอดหมอจะทำการบล็อกหลังแต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากหาเส้นเลือดไม่เจอ เพราะตนเป็นคนตัวใหญ่มีน้ำหนักถึง 105 กิโลกรัม หมอจึงเปลี่ยนวิธีเป็นการให้ดมยาสลบ หลังจากที่ดมยาสลบตนก็หลับ ระหว่างที่หมอกำลังผ่าคลอดจู่ๆ ตนรู้สึกตัวขึ้นมา หมอจึงหยุดผ่าคลอดและหันมาให้ยาสลบกับตนเพิ่ม หลังจากนั้นตนก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาอีกทีตอน 15.00 น. ตนอยากเห็นหน้าลูกจึงได้ให้สามีไปถามพยาบาล พยาบาลเเจ้งว่าเด็กหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ รักษาตัวอยู่ห้อง ICU เด็ก เวลา 18.00 น. เด็กมีอาการไม่ตอบสนอง จะต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 ในกทม. เวลา 00:00 น. ของวันที่ 10 ก.ค.69 แต่เมื่อถึงเวลาก็ยังไม่มีการส่งตัวลูกไป สามีตนจึงได้ไปถามพยาบาล พยาบาลเเจ้งว่า ตอนนี้ลูกมีอาการวิกฤติยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จนถึงเวลา 03:00 น. จึงได้ส่งตัวลูกไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 ซึ่งหมอที่รพ.นั้นถามว่าทำไมถึงส่งตัวมาช้า 



    กระทั่งวันที่ 11 ก.ค.69 เวลา 00:00 น. หมอรพ.แห่งที่ 2 แจ้งว่าลูกได้เสียชีวิตเเล้ว เนื่องจากขาดออกซิเจน เเละปอดติดเชื้อรุนเเรง ส่วนในใบมรณบัตร ระบุสาเหตุการตาย "ภาวะความดันเลือดในปอดสูง" ตนหัวใจสลายที่ต้องสูญเสียลูกคนแรก อุตส่าห์อุ้มท้องมาถึง 9 เดือน ตนกับสามีและครอบครัวสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกน้อย ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่หมอรพ.เอกชนแห่งแรกหยุดผ่าทำคลอดแล้วหันมาเพิ่มยาสลบให้ตนที่รู้สึกตัวระหว่างคลอดหรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) ตนสามีได้ไปถามหาสาเหตุว่าลูกเสียเป็นอะไรถึงอาการวิกฤติ และทำไมถึงส่งตัวไปรพ.แห่งที่ 2 ช้า หมอเด็กบอกว่า ลูกสำลักน้ำคล่ำ 



ซึ่งแม่ตั้งข้อสงสัย 1.จะเกี่ยวข้องกับที่ยาสลบหมดฤทธิ์กลางคันระหว่างผ่าตัด ทำแม่รู้สึกตัวจนหมอต้องหยุดทำคลอดกะทันหันเพื่ออัดยาสลบเพิ่ม จะส่งผลกระทบต่อการขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์หรือไม่? 2. ขณะที่เด็กวิกฤติอยู่ในห้อง ICU ตั้งแต่เย็น แต่ทำไมรพ.เอกชนแห่งแรกถึงกักตัวไว้จนถึงตี 3 ไม่รีบส่งตัวไปรักษาต่อยังรพ.แห่งที่ 2 ให้เร็วกว่านี้่่     



    "ตนกับสามีเสียใจมากยังไม่ทันได้เห็นหน้าลูกเลย อยากทราบสาเหตุการเสียชีวิตของลูกที่แท้จริงจึงได้ไปเข้าเเจ้งความที่สน.พญาไท เพื่อขอให้ตำรวจส่งศพชันสูตร และจะยังไม่เผาศพลูกจนกว่าจะทราบผลชันสูตรและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมไขความกระจ่างให้ด้วย"  


     หลังรับเรื่อง นางปวีณา ได้ประสาน ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และในเวลา 13.00 น. วันนี้ นางปวีณา จะได้พาผู้เสียหายไปพบกับ ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และนายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตั้งขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุของทารกที่เสียชีวิต โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป


   เวลา 13.00 น. “ปวีณา” ได้พาผู้เสียหายไปพบกับ ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และนายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตั้งขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุของทารกที่เสียชีวิต โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป


    ต่อมา เวลา 13:00 น. ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ประธานมูลนิธิปวีณาได้พาแม่และยายพร้อมด้วยสามีเคสที่ผ่าคลอดลูกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯแล้วทารกเสียชีวิตเสียชีวิต ไปเขียนเรื่องร้องทุกข์ และประชุมร่วมกับ ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และนายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อ ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย



    นางปวีณา กล่าวว่าหลังจากได้ประชุมกัน ผอ.สาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้รับเรื่องไว้ทันที เบื้องต้นได้มีการสอบถามขั้นตอนการรักษาจากผู้เสียหายไว้ และให้ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างการผ่าตัดคลอดลูกและเขียนเรื่องขอร้องทุกข์ และจะมีการตรวจสอบข้อมูลการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว โดยจะเดินทางไปด้วยตัวเองในสัปดาห์หน้าพร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อนำเรื่องเสนออธิบดี ซึ่งตอนนี้เราจะต้องรอผลชันสูตร ทารกว่าจะออกมาเป็นอย่างไรโดยมูลนิธิปวีณาจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป



    ด้านแม่และยายผู้เสียหาย กล่าวว่า ขอขอบคุณนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ที่ช่วยพามา ยื่นเรื่องร้องเรียนในวันนี้ มูลนิธิปวีณาฯ ให้การช่วยเหลืออย่างดียิ่ง และทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณสุขรับเรื่องอย่างรวดเร็ว แม่และครอบครัวมีกำลังใจมากขึ้นและหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมให้กับลูกสาวที่ไม่เคยได้มีโอกาสเจอหน้ากันเลย



     

     

บุรีรัมย์ เชิญเที่ยวงานแห่เทียนอาหารท้องถิ่น 100 ปีแกะเทียนฝีมือคนพื้นบ้าน

 บุรีรัมย์ เชิญเที่ยวงานแห่เทียนอาหารท้องถิ่น 100 ปีแกะเทียนฝีมือคนพื้นบ้าน



อำเภอประโคนชัย//เตรียมจัดงานแห่เทียนพรรษายิ่งใหญ่กับประเพณีพื้นถิ่นยาวนานกว่า 100 ปีไม่แพ้จังหวัดดัง ใช้ช่างแกะเทียนในพื้นที่ พร้อมชิมอาหารท้องถิ่น”กุ้งจ่อม,หมูฮอง”คาดเงินสะพัด 30 ล้าน



วันที่ 17 ก.ค.2569 17 นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายดำรงค์ศักดิ์ นาคีสังข์ นายอำเภอประโคนชัย นายพูนศักดิ์ ทองศรี ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.ประโคนชัย นายฉัตรชัย ดุจจานุทัศน์ รองนายกเทศมนตรีเมืองประโคนชัย นายทองดำ ลึกประโคน ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอประโคนชัย 



ได้ร่วมกันแถลงเตรียมความพร้อมการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่องาน ‘หลอมเทียนรวมใจ ประโคนชัยเทียนศิลป์ เยือนถิ่นชุมชนคนทำเทียนซึ่งจะมีการจัดในวันที่ 30-31 ก.ค.69 ณ บริเวณริมถนนสาย 24 โชคชัย-เดชอุดม หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์



งานแห่เทียนดังกล่าวจากข้อมูลระบุว่าเป็นการสืบทอดประเพณีกันมายาวนานนับร้อยปี ตั้งแต่การใช้ต้นกล้วยมาแกะเป็นเทียนพรรษา และมาเปลี่ยนเป็นเทียนพรรษามาเมื่อประมาณ 70 ปี และเป็นการแห่เทียนที่มีเพียง 6 ชุมชนในเขตเทศบาลประโคนชัยแต่สร้างความยิ่งใหญ่มายาวนานจากรุ่นสู่รุ่นจนเป็นที่รู้จักกันเป็นวงกว้างไม่แพ้งานแห่เทียนที่จังหวัดนครราชสีมา หรือจังหวัดอุบลราชธานี 



นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่าเมืองบุรีรัมย์ปัจจุบันถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวและกีฬา เท่าที่ทราบในแต่ละปีงานแห่เทียนที่ประโคนชัยได้สร้างรายได้ให้กับชุมชนเป็นจำนวนมาก มียอดจำหน่ายสินค้าในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท 



ขณะที่นายดำรงค์ศักดิ์ นาคีสังข์ นายอำเภอประโคนชัย กล่าวว่าประเพณีแห่เทียนได้สืบทอดกันมานานจากชุมชนเก่าแก่ใน 6 ชุมชน 6 คุ้มวัดแต่ละชุมชนจะทำขบวนแห่ ด้วยตนเองแม้กระทั่งการแกะสลักเทียนก็จะใช้คนในพื้นที่ทั้งหมดไม่จ้างช่างแกะมาจากที่อื่น เป็นวิจิตรศิลป์ที่ธรรมชาติสื่อสารได้ด้วยความรักและความสามัคคีมากกว่าจะสวยงามแบบทันสมัย



นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชมผลงานของชุมชนแล้วยังมีอาหารพื้นถิ่นอย่างกุ้งจ่อมอันลือชื่อ และหมูฮอง ซึ่งเป็นอาหารประจำถิ่นของอีสานใต้ ขนมพื้นถิ่นก็ยังมีขนา”ตดหมา”และอีกหลายชนิดของขนมที่นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสและเลือกชิมได้ นักท่องเที่ยวยังสามารถมาเดินทางไปเที่ยวชมเขาพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำซึ่งอยู่ห่างกันเพียง 20 กม.เท่านั้น ///////////////



คิวภาพ//แฟ้มภาพการจัดงาน//การเตรียมแกะสลักเทียน//บรรยากาศการแถลงข่าว


ทีมข่าว บุรีรัมย์ รายงาน