วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เปิดตัวสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยฯ ลดความขัดแย้งโดยสันติ

 อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เปิดตัวสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยฯ ลดความขัดแย้งโดยสันติ



อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมงานเปิดตัว “สมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย” หวังให้เป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนภารกิจด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อลดความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ




วันนี้ (28 ก.พ.69) เวลา 10.00 น. ที่ห้องอมรินทร์ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพฯ นายแพทย์ ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานในพิธีเปิด “สมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย” พร้อมด้วย นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิฯ และ นายธปภัค บูรณะสิงห์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการระงับข้อพิพาท ร่วมเป็นเกียรติในพิธี โดยมี ดร.กัญญนันทน์ สิรคุปต์ธรานนท์ นายกสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย, ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, พ.ต.อ.ฤทธิชัย ช่างคำ รองผู้บังคับการสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน, คณะกรรมการสมาคมฯ, สมาชิกสมาคมฯ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมพิธี โดยก่อนเข้าสู่พิธีการ ได้มีพิธีรำลึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง



โดย นายแพทย์ ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานในพิธีเปิดตัวสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย ในวาระอันเป็นมงคลนี้ และขอแสดงความชื่นชมต่อคณะผู้ก่อตั้ง และคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดองค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา กระบวนการยุติธรรมทางเลือกของประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน สังคมไทยเผชิญความท้าทาย ด้านข้อพิพาททางแพ่ง ข้อพิพาทในระดับชุมชน และปัญหาหนี้สินของประชาชนจำนวนมาก กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความขัดแย้ง ผ่อนคลายภาระแห่งกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก และเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถหาทางออกร่วมกัน อย่างสันติ และเป็นธรรม



โดยการจัดตั้งสมาคมฯ แห่งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ไกล่เกลี่ย ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และจริยธรรมวิชาชีพอันมั่นคง อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชน ต่อกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการไกล่เกลี่ย และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประเทศ ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก่อประโยชน์แก่สังคมไทยโดยรวม



ด้าน ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับนายกสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นยุติธรรมทางเลือกก้าวแรกที่มีความหมายกับประเทศไทยอย่างมาก และยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรัฐบาลอีกทางหนึ่ง โดยในส่วนของสภาทนายความฯ ก็มีการไกล่เกลี่ยอยู่เช่นกัน และหวังว่าทั้งสองหน่วยงานจะได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านการไกล่เกลี่ย และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประเทศให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด เพื่อลดความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ และเป็นธรรมด้วยการไกล่เกลี่ย



ขณะที่ ดร.กัญญนันทน์ สิรคุปต์ธรานนท์ นายกสมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย ได้กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมพิธีเปิดตัวสมาคมฯ ในวันนี้ และขอขอบคุณท่านประธานในพิธีที่กรุณามาเป็นประธานในพิธีครั้งนี้ สำหรับการก่อตั้งสมาคมฯ แห่งนี้ เป็นผลจากความตั้งใจร่วมกันของคณะผู้ก่อตั้ง และเครือข่ายผู้ไกล่เกลี่ย ที่ตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก และการจัดการปัญหาหนี้สินของประชาชน อันเป็นกลไกสำคัญในการลดความขัดแย้ง และสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม



สมาคมฯ จึงได้กำหนดบทบาทเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านวิชาการ และการปฏิบัติ มุ่งยกระดับมาตรฐานวิชาชีพผู้ไกล่เกลี่ยให้มีความรู้ ความเป็นกลาง และยึดมั่นในจริยธรรม พร้อมประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งการไกล่เกลี่ยมิใช่เพียงการยุติข้อพิพาท หากเป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นรากฐานของความสงบเรียบร้อยในสังคม



อย่างไรก็ตาม สมาคมส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหนี้สินไทย ขอประกาศเจตนารมณ์ที่จะดำเนินงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดหลักธรรมาภิบาล พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และการบริหารจัดการหนี้สินของประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก่อประโยชน์อย่างแท้จริง



อีสท์อีสท์ วอเตอร์ (EASTW) แกร่งหลายมิติ! โชว์ EBITDA ปี 68 พุ่ง 12% สะท้อนศักยภาพบริหารต้นทุน เดินหน้าแผนรับมือภัยแล้ง หนุนเทรนด์ Data Center - อุตสาหกรรมไฮเทค

 อีสท์อีสท์ วอเตอร์  (EASTW) แกร่งหลายมิติ! โชว์ EBITDA ปี 68 พุ่ง 12% สะท้อนศักยภาพบริหารต้นทุน เดินหน้าแผนรับมือภัยแล้ง หนุนเทรนด์ Data Center - อุตสาหกรรมไฮเทค


บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์  (EASTW) เผยผลประกอบการปี 2568 โชว์ศักยภาพการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ดัน EBITDA เติบโตมากกว่า 12%  แม้เผชิญปัจจัยภายนอกทั้งสภาพอากาศฝนตกชุกและสภาวะเศรษฐกิจโลก มุ่งเน้นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่รองรับความต้องการน้ำจากกลุ่มลูกค้า Data Center และอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่ EEC


นายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์  (EASTW)  เปิดเผยว่า ในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา TRIS RATING จัดอันดับเครดิตองค์กร อยู่ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม “Stable” สะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้จัดหาน้ำดิบรายใหญ่ซึ่งมีโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบที่ครอบคลุมพื้นที่ EEC รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการที่ดีได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้เมื่อสิ้นสุดปี 2568 อีสท์ วอเตอร์มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 1,732.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.34 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการควบคุมต้นทุนและการบริหารจัดการการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน


แจงปัจจัยกระทบระยะสั้น แต่ย้ำพื้นฐานแกร่ง

จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำในภาคการผลิตชะลอตัวลง รวมทั้งปัจจัยทางธรรมชาติที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนถึง 5 ลูกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและระดับน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติสูงขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมบางส่วนใช้แหล่งน้ำภายในพื้นที่แทนการซื้อน้ำ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระยะสั้น ส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการในปี 2568 อยู่ที่ 3,552.50 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีการบันทึกค่าเสื่อมราคาและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ  เพื่อรองรับความต้องการน้ำจากกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่ EEC ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ในระยะยาว โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำหากเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในปี 2569 โดยอีสท์ วอเตอร์ ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนน้ำ


มองอนาคต: พร้อมทะยานรับ New S-Curve และ EEC

นายบดินทร์ แสดงความเชื่อมั่นว่า อีสท์ วอเตอร์ได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานไว้อย่างมั่นคงเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยปัจจุบันมีโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบรวม 553 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างทั่วถึง 


"เราไม่ได้มองเพียงแค่ผลประกอบการระยะสั้น แต่เราวางแผนไปยังอนาคตด้วยการสร้างความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายการลงทุนของกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมไฮเทคขั้นสูงในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตามนโยบายผลักดันของภาครัฐ ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความมั่นคง และความต่อเนื่องในการส่งจ่ายน้ำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้เติบโตได้บนพื้นฐานทรัพยากรน้ำที่มั่นคงและยั่งยืน" นายบดินทร์ กล่าว 

 วอเตอร์  (EASTW) แกร่งหลายมิติ! โชว์ EBITDA ปี 68 พุ่ง 12% สะท้อนศักยภาพบริหารต้นทุน เดินหน้าแผนรับมือภัยแล้ง หนุนเทรนด์ Data Center - อุตสาหกรรมไฮเทค






บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์  (EASTW) เผยผลประกอบการปี 2568 โชว์ศักยภาพการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ดัน EBITDA เติบโตมากกว่า 12%  แม้เผชิญปัจจัยภายนอกทั้งสภาพอากาศฝนตกชุกและสภาวะเศรษฐกิจโลก มุ่งเน้นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่รองรับความต้องการน้ำจากกลุ่มลูกค้า Data Center และอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่ EEC



นายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์  (EASTW)  เปิดเผยว่า ในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา TRIS RATING จัดอันดับเครดิตองค์กร อยู่ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม “Stable” สะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้จัดหาน้ำดิบรายใหญ่ซึ่งมีโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบที่ครอบคลุมพื้นที่ EEC รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการที่ดีได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้เมื่อสิ้นสุดปี 2568 อีสท์ วอเตอร์มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 1,732.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.34 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการควบคุมต้นทุนและการบริหารจัดการการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน



แจงปัจจัยกระทบระยะสั้น แต่ย้ำพื้นฐานแกร่ง

จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำในภาคการผลิตชะลอตัวลง รวมทั้งปัจจัยทางธรรมชาติที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนถึง 5 ลูกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและระดับน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติสูงขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมบางส่วนใช้แหล่งน้ำภายในพื้นที่แทนการซื้อน้ำ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระยะสั้น ส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการในปี 2568 อยู่ที่ 3,552.50 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีการบันทึกค่าเสื่อมราคาและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ  เพื่อรองรับความต้องการน้ำจากกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่ EEC ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ในระยะยาว โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำหากเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในปี 2569 โดยอีสท์ วอเตอร์ ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนน้ำ



มองอนาคต: พร้อมทะยานรับ New S-Curve และ EEC

นายบดินทร์ แสดงความเชื่อมั่นว่า อีสท์ วอเตอร์ได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานไว้อย่างมั่นคงเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยปัจจุบันมีโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบรวม 553 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างทั่วถึง 


"เราไม่ได้มองเพียงแค่ผลประกอบการระยะสั้น แต่เราวางแผนไปยังอนาคตด้วยการสร้างความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายการลงทุนของกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมไฮเทคขั้นสูงในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตามนโยบายผลักดันของภาครัฐ ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความมั่นคง และความต่อเนื่องในการส่งจ่ายน้ำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้เติบโตได้บนพื้นฐานทรัพยากรน้ำที่มั่นคงและยั่งยืน" นายบดินทร์ กล่าว