วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เถ้าแก่น้อย ขับเคลื่อนนำร่องนโยบายความยั่งยืน ผนึกพันธมิตร SCGC และ Dow ชูนวัตกรรมซองสาหร่าย! ใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง คืนชีวิตขยะพลาสติก

 เถ้าแก่น้อย ขับเคลื่อนนำร่องนโยบายความยั่งยืน ผนึกพันธมิตร SCGC และ Dow ชูนวัตกรรมซองสาหร่าย! ใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง คืนชีวิตขยะพลาสติก



กรุงเทพฯ – 25 กุมภาพันธ์ 2569: ครั้งแรกของการผนึกกำลัง 3 ยักษ์ใหญ่ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจรเพื่อความยั่งยืน และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย หรือ Dow ผู้นำด้านวัสดุศาสตร์ระดับโลก ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญในการปฏิวัติวงการขนมขบเคี้ยวกับ “โครงการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนสำหรับอาหารโดยใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง” (Food-Grade Circular Packaging by Advanced Recycling Technology) มุ่งแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดระบบปิด (Closed-loop Recycling) ความร่วมมือนี้เป็นการนำเศษบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้น (Multi-layer Packaging) จากกระบวนการผลิตของเถ้าแก่น้อย ซึ่งแต่เดิมยากต่อการรีไซเคิล มาผ่านกระบวนการเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง Advanced Recycling ของ SCGC เพื่อเปลี่ยนกลับเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มาจากกระบวนการหมุนเวียน (Circular Feedstock) ก่อนที่ Dow จะนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ที่สะอาด ปลอดภัยระดับฟู้ดเกรด (Food-grade) เพื่อนำไปใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารภายใต้แบรนด์เถ้าแก่น้อยได้อีกครั้งอย่างปลอดภัย โดยคาดว่าจะพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2569



นางสาวอรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เถ้าแก่น้อยมุ่งมั่นสร้างความสุขให้กับผู้บริโภคผ่านขนมขบเคี้ยวที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG (Environment, Social และ Governance) โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยน ‘ความท้าทาย’ ของบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลยาก ให้กลายเป็น ‘โอกาส’ ในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ใช้งานได้จริง ที่ไม่ใช่แค่การกำจัดขยะ แต่คือการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพลาสติกใช้แล้ว เราไม่เพียงแต่ส่งมอบความอร่อย แต่ยังตั้งเป้าที่จะส่งมอบโลกที่ดีขึ้นให้กับผู้บริโภค ด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่สะอาด ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนอย่างแท้จริง” นางสาวอรพัทธ์ กล่าว



ด้าน ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม SCGC เผยว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของ SCGC ในการนำเทคโนโลยี Advanced Recycling จัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ประกอบด้วยวัสดุหลายประเภทซึ่งยากต่อการรีไซเคิล ให้กลับมาเป็นวัตถุดิบหมุนเวียน หรือ Circular Feedstock สามารถนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ (Certified Circular Polyolefin Resin) ซึ่งมีคุณสมบัติและคุณภาพเทียบเท่าเม็ดพลาสติกใหม่ทั่วไปทุกประการ และสามารถสัมผัสกับอาหารได้อย่างปลอดภัย จึงสามารถนำกลับไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารของเถ้าแก่น้อยได้ อีกทั้งผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก ISCC PLUS (International Sustainability and Carbon Certification) ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานเป็นรายแรกในอาเซียน โดยความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายของ SCGC ในการนำพลาสติกใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน 500,000 ตันต่อปี ภายในปี 2573 ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า” ดร.สุรชา กล่าว



ในขณะที่ นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) เสริมว่า “ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เราภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้นำเทคโนโลยีของ Dow มาใช้ผลิตเม็ดพลาสติกจากเศษถุงบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าเม็ดพลาสติกที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประการ โดยโรงงานโพลิเอทิลีนของ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ที่จังหวัดระยองได้รับการรับรอง ISCC PLUS ในการแปรรูปก๊าซเอทิลีนที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิลขั้นสูงให้เป็นเม็ดพลาสติกหมุนเวียนคุณภาพสูงสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารได้อย่างปลอดภัย ความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนพลาสติกให้ครบวงจร และสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนของ Dow ที่มุ่งมั่นจะนำพลาสติกใช้แล้วและวัตถุดิบทางเลือกรูปแบบอื่นๆ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ เพื่อต้านโลกร้อน และ ลดขยะพลาสติกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าของเรา”



สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้นใช้แล้วอย่างครบวงจร ลดปัญหาการสะสมของปริมาณขยะพลาสติกในประเทศ และลดการใช้ทรัพยากรใหม่ สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของเถ้าแก่น้อย SCGC และ Dow ตอกย้ำบทบาทของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน


เอไอเอ เปิดตัวโครงการ Club CI 2026 เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ ส่งต่อตวามห่วงใย พร้อมเสริมความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้แก่คนไทย

 เอไอเอ เปิดตัวโครงการ Club CI 2026 เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ ส่งต่อตวามห่วงใย พร้อมเสริมความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้แก่คนไทย



เอไอเอ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพ เปิดตัวโครงการ Club CI 2026 มุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อความห่วงใยแก่คนไทยถึงภัยเงียบอย่างโรคร้ายแรง (Critical Illness: CI) โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อตัง (NCDs) ที่นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย* ผ่านการเสริมสร้างความรู้ให้แก่ที่ปรึกษาทางด้านการประกันชีวิต สุขภาพ และการเงินของเอไอเอ เพื่อให้มีความพร้อมและศักยภาพในการออกไปส่งมอบความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้แก่คนไทยทั่วประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยมีความคุ้มครองในกลุ่มผลิตภัณฑ์โรคร้ายแรงถึง 10 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ทุกคนคลายกังวลหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’



คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวแทนให้มีความรู้และความสามารถในการวางแผนส่งมอบความคุ้มครองทั้งในด้านประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมถึงประกันโรคร้ายแรง ซึ่งปัจจุบันถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทย ตลอดจนอัตราส่วนประชากรไทยที่มีความคุ้มครองโรคร้ายแรงยังถือว่าต่ำมาก เราจึงตั้งเป้าที่จะส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงประกันโรคร้ายแรงได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งมีวงเงินความคุ้มครองที่เพียงพอต่อการรักษาพยาบาล โดยในปีที่ผ่านมาเราได้เสริมความรู้ ความมั่นใจ และสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการขายประกันโรคร้ายแรงในแก่ตัวแทน ในนามของ Captain CI จำนวนทั้งสิ้น 220 ท่าน ที่ร่วมกันผลักดันตัวแทนของเรากว่า 27,000 ท่าน ให้เข้าร่วมกิจกรรม Club CI และจำนวนตัวแทนที่เข้าร่วมกิจกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 19% ของตัวตัวแทนทั้งหมด และในปีนี้ประกันโรคร้ายแรงยังถือเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่เอไอเอให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักผ่านโครงการ Club CI ที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริหารหน่วยตัวแทนประจำพื้นที่ และ Captain CI 2026 ทั่วประเทศ โดยมี 3 แนวทางหลักที่เราตั้งใจมอบให้พลังที่ปรึกษาทางการเงิน และตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ส่งต่อแก่ลูกค้า ประกอบด้วย



1) การให้มุมมองและเครื่องมือการขายสำหรับตัวแทนที่ร่วมกิจกรรม Club CI เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้า

2) การส่งเสริมความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านประกันโรคร้ายแรง เพื่อส่งมอบข้อมูลที่ตอบโจทย์ลูกค้าผ่าน Captain CI

3) การมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้แก่ลูกค้า 


ทั้งนี้ เอไอเอ ต้องการให้คนไทยทั่วประเทศได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนของทุกคน”


สำหรับลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อตัวแทนบริการของท่าน หรือ AIA Call Center 1581 




หมายเหตุ:

*ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ณ ปี 2568