วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

“อภิสิทธิ์–สกลธี” ลงพื้นที่ลาดกระบัง ช่วย “รัฐศักดิ์ สุขยิ่ง” หาเสียง พบประชาชนตลาดสดเกรียงไกร ชูนโยบายแก้เศรษฐกิจ–รื้อระบบประกันสังคม

 “อภิสิทธิ์–สกลธี” ลงพื้นที่ลาดกระบัง ช่วย “รัฐศักดิ์ สุขยิ่ง” หาเสียง พบประชาชนตลาดสดเกรียงไกร ชูนโยบายแก้เศรษฐกิจ–รื้อระบบประกันสังคม



วันที่ 25 มกราคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมช่วยหาเสียงและพบปะประชาชน สนับสนุนการทำงานของ นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) พรรคประชาธิปัตย์



บรรยากาศการลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  และคณะได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ณ ตลาดสดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า มีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพ และมอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง



จากนั้น นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนชาวลาดกระบัง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร พร้อมย้ำว่าพรรคยังคงเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ซึ่งขอให้ประชาชนพิจารณาการเลือกตั้งอย่างจริงจัง มองไปที่การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างยั่งยืน สนับสนุนผู้สมัครที่มีความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริต และมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว



นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากการพูดคุยกับเจ้าของตลาด พ่อค้าแม่ค้า พบว่าปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องหลัก โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ผลเพียงชั่วคราว เมื่อโครงการสิ้นสุด เศรษฐกิจก็กลับมาเงียบ เหมือนเดิม ดังนั้น หากไม่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน รายได้ของประชาชนก็จะไม่เพิ่มขึ้น



เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อประเด็นประกันสังคม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คณะกรรมการได้มีมติไปแล้ว  แต่ว่าสูตรใหม่ก็จะมีประเด็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการคำนวณ สำหรับตนไม่ได้มีปัญหา ยกเว้นว่าจะมีคนอยู่กลุ่มเล็ก ๆ ที่น่าจะได้รับผลกระทบ จำเป็นต้องพิจารณาปรับแก้ให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน นโยบายระยะยาวของพรรคคือการผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหาร พร้อมทบทวนโครงสร้างระบบประกันสังคมเกือบทั้งหมด ให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงและลดความเหลื่อมล้ำ



ทั้งนี้ พรรคมีแนวคิดให้ผู้ประกันตนเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และนำเงินสมทบไปเพิ่มความมั่นคงด้านบำนาญชราภาพ ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีการตรวจสอบ ประชาชนมีความวิตกกังวลกับการที่ส่งเงินเข้าไปแล้วการบริหารเงินมีปัญหามาก  โดยพื้นฐานของระบบทั้งหมดต้องมีการทบทวน จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป จากปัญหาความเหลื่อมล้ำ  และปัจจุบันระบบการจ่ายเงิน ยังไม่ใช่ระบบก้าวหน้า จึงจำเป็นต้องมีการปรับรื้อครั้งใหญ่



นายอภิสิทธิ์ยังเปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมเดินสายลงพื้นที่ภาคใต้ในสัปดาห์หน้า โดยมีกำหนดการเดินทางไปจังหวัดสุราษฎร์ธานีและชุมพร และในช่วงต้นเดือนถัดไปจะลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง และตรัง พร้อมย้ำจุดยืนทางการเมืองในทุกเวทีว่า ขอให้ประชาชน “อย่าเลือกคนที่ซื้อเสียง” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน



ภายหลังการพบปะประชาชนที่ตลาดสดเกรียงไกร คณะได้เดินทางต่อไปยังสวน 60 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เพื่อทักทายประชาชนที่มาออกกำลังกายในช่วงเช้า และในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์, นายสกลธี และนายรัฐศักดิ์ ได้ร่วมสักการะศาลท่านท้าวมหาพรหมร่มเกล้า รวมถึงเจ้าพ่อแชเสือ และศาลแม่สไบทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการสู้ศึกเลือกตั้ง


ด้าน นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 20 กล่าวว่า ตนลงพื้นที่พบปะขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในเขตลาดกระบังอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรคที่มาร่วมช่วยหาเสียงในวันนี้ โดยย้ำว่านโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาท และนโยบายเงินอุดหนุนแรกเกิด 65,000 บาท เป็นหนึ่งใน 27 นโยบายหลักที่พรรคพร้อมผลักดัน พร้อมขอฝากเนื้อฝากตัวและขอแรงสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้


'วุฒิสาร' ฟาดรัฐรวมศูนย์! สับเละไทยเดินผิดทาง-แช่แข็งประเทศ ชี้ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง

 'วุฒิสาร' ฟาดรัฐรวมศูนย์! สับเละไทยเดินผิดทาง-แช่แข็งประเทศ ชี้ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง



เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ ในเวทีบรรยายพิเศษหลักสูตร "ผู้นำทางการเมืองเชิงยุทธศาสตร์" (นย.ยศ.) รุ่นที่ 1 จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย นักวิชาการชื่อดังผู้เกาะติดโครงสร้างอำนาจรัฐไทย ได้ฉายภาพความล้มเหลวของระบอบการปกครองไทยอย่างดุเดือด พร้อมชำแหละต้นตอปัญหาที่ทำให้ประเทศไทย "สะดุดขาตัวเอง" ซ้ำซาก



ศ.วุฒิสาร ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า วิกฤตของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องการ "ทำไม่พอ" แต่คือการ "ทำผิดวิธีมาตลอด" โดยเฉพาะการยึดติดกับโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ที่ฝังรากลึก นโยบายทุกอย่างถูกขีดเขียนจากโต๊ะทำงานในกรุงเทพฯ โดยกลุ่มคนที่แทบไม่เคยสัมผัสความจริงในพื้นที่ กลายเป็นสูตรสำเร็จรูป "เสื้อโหล" ที่บังคับให้คนทั้งประเทศใส่เหมือนกัน



"เรากำลังเผชิญกับระบบที่ทำให้ข้าราชการต้อง 'เก่งตามสั่ง' แทนที่จะเก่งเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน นโยบายแบบ Top-down คือการยัดเยียดสิ่งที่รัฐอยากให้ มากกว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการจริง ผลลัพธ์คือเราเดินช้ากว่าโลก และที่ร้ายที่สุดคือเราเดินไปโดยทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง"



ศ.วุฒิสาร ยังได้จำแนกความพ่ายแพ้ของโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ออกเป็น 4 มิติสำคัญ คือ 1.เกษตรกรรมถูกมองเป็นภาระ รัฐเน้นแค่การอุดหนุนประคองชีพ แทนที่จะลงทุนยกระดับให้เป็นขุมทรัพย์ของชาติ 2.การศึกษาเหลื่อมล้ำ การลงทุนในคนเป็นเพียงวาทกรรม ขณะที่นวัตกรรมและเทคโนโลยียังเป็นเรื่องไกลตัวของเด็กต่างจังหวัด 3.รัฐหลงยุคในวันที่โลกเปลี่ยนเร็ว แต่รัฐไทยยังยึดติดวิธีคิดเดิมจนก้าวไม่ทันการแข่งขันน 4.ผูกขาดอนาคต รัฐลดบทบาทประชาชนให้เป็นเพียง "ผู้รับทาน" นโยบาย ไม่ใช่ "เจ้าของประเทศ"



สำหรับทางออกของประเทศ ศ.วุฒิสาร ย้ำว่า การกระจายอำนาจไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือการ "คืนความเป็นธรรม" รัฐต้องเลิกสวมบทบาทผู้สั่งการ (Commander) แล้วเปลี่ยนเป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) พร้อมเสนอแนวคิด Area-based Development เพื่อปลดล็อกเมืองรองให้กำหนดอนาคตตัวเองได้



"ท้องถิ่นพิสูจน์มาแล้วกว่า 2 ทศวรรษว่าเข้าถึงหัวใจของปัญหาได้มากกว่าส่วนกลาง วันนี้ประเทศไทยมาถึงจุดวัดใจว่า จะกล้าทลายระบบเดิมเพื่อไปต่อ หรือจะยอมตายไปกับระบบที่ล้าหลัง"


ในช่วงท้าย ศ.วุฒิสาร ฝากคำถามแหลมคมถึงผู้มีอำนาจว่า ท่ามกลางโลกที่หมุนไว คำถามไม่ใช่เราจะพัฒนาอย่างไร แต่คือ "เรากล้าคืนอำนาจให้ประชาชนหรือไม่?" หากรัฐไทยยังขลาดกลัวที่จะกระจายอำนาจ ประเทศไทยจะค่อยๆ หมดแรง และกลายเป็นเพียง "ประเทศที่มีลมหายใจ แต่ไม่มีอนาคต" ในที่สุด

//