วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เดินหน้าส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 พัฒนานวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดภายใต้แบรนด์ กยท. มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย และรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อการนำเข้าปุ๋ยเคมีในอนาคต

 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เดินหน้าส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 พัฒนานวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดภายใต้แบรนด์ กยท. มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย และรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อการนำเข้าปุ๋ยเคมีในอนาคต



         


 

นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ เผยว่า จากนโยบายของ กษ. ที่มุ่งปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ โดยอาศัยผลวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืชโดยการลดใช้ปุ๋ยเคมีลงให้เหลือ 70% และทดแทนด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือชีวภัณฑ์อีก 30% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย และเตรียมความพร้อมรับมือกรณีปุ๋ยเคมีขาดแคลน กยท. จึงขานรับนโยบายของ กษ. โดยการดำเนินงานวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนด้านการเกษตรซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. จึงส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กับปุ๋ยเคมี เพื่อช่วยปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหารรองและจุลธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ช่วยสร้างน้ำยาง เพิ่มความต้านทานต่อโรคและเสริมต้นยางพาราให้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นแนวทางช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

          


นายญาณกิตติ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. เตรียมดำเนินการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด ของ กยท. โดยเป็นการต่อยอดจากโครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำและน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ ซึ่งจะนำวัตถุดิบที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำหมักมาเพิ่มมูลค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำมาแปรรูปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด โดยในผลิตภัณฑ์มีปริมาณอินทรียวัตถุ (OM) รับรอง 20% ประกอบด้วย กากตะกอนโรงงานน้ำตาล (40%) กากตะกอนจากการหมักปลา (25%) มูลโคนม (20%) กากตะกอนจากการหมักนมสด (10%)และกากถั่วเหลือง (5%) ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินร่วนซุย เก็บกักน้ำและธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวเหมาะสำหรับพืชหลายชนิด อาทิ ข้าว พืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และสนามหญ้า เป็นต้น โดยควรใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามความเหมาะสมของชนิดพืช เพื่อให้ได้รับธาตุอาหารหลักอย่างเพียงพอ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง กยท. มีแผนดำเนินธุรกิจผลิตปัจจัยการผลิตภายใต้ภายใต้เครื่องหมายการค้าของ กยท. ควบคุมตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (อะมิโนนม) ที่อยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพแก่เกษตรกร พร้อมเตรียมกระจายผลิตภัณฑ์สู่ตลาด เร็วๆ นี้


          “การพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ กยท. ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ พัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไทยอย่างยั่งยืน” รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ กล่าวทิ้งท้าย   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น