ปิดตำนาน ‘สาน นคร’ มัจจุราชป้ายรถเมล์! เลือกเหยื่อแต่คนแก่ มอมยารูดทรัพย์ร่วม 3 แสน
ตำรวจลากคอ “สาน นคร” เฒ่าแสบวัย 69 ปิดตำนานโจรมอมยาหน้าป้ายรถเมล์ หลังก่อเหตุอำมหิตมอมยานอนหลับสูตรนรกใส่ในนมเปรี้ยวให้ลุงวัย 84 ดื่มบนรถเมล์สาย 511 จนสลบเหมือดคาเบาะหลังนาน 3 วัน รูดทรัพย์เกลี้ยงทั้งทอง-พระเครื่องร่วม 3 แสน ชุดสืบนครบาลตามแกะรอยวงจรปิดนาที “ปาดเดียวคอพับ” ก่อนบุกรวบคาปากซอยพหลฯ พบประวัติสุดโชกโชน เลือกเหยื่อคนแก่เป็นหลัก
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2568 เจ้าหน้าที่พบชายวัย 84 ปี นอนหมดสติอยู่บนเบาะหลังสุด รถเมล์สาย 511 นานกว่า 3 ชั่วโมง จนรถถึงปลายทาง กระทั่งกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล ตรวจสอบพบทรัพย์สินสูญหาย ทั้งสร้อยคอทองคำ พระเครื่อง และเงินสด รวมมูลค่า 249,500 บาท
ต่อมา พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคํา ผบก.น.5 พ.ต.อ.สุรพงษ์ สุขแย้ม ผกก.สน.บางนา. จัดทีมชุดสืบสวนเร่งคลี่คลายคดี โดยตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบชายปริศนาเข้าตีสนิท พยุงผู้เสียหายขึ้นรถเมล์ ก่อนพาไปนั่งเบาะหลังสุด ท่ามกลางผู้โดยสารเต็มคัน กล้องจับภาพชั่วเสี้ยววินาที ขณะคนร้ายใช้มือปาดผ่านใบหน้า ผู้เสียหายทรุดตัวหมดสติ ก่อนถูกฉกทรัพย์แล้วลงรถหลบหนีใต้สถานีบีทีเอสอุดมสุข
กระทั่งวันที่ 5 ก.พ. 2569 ตำรวจสามารถจับกุม นายประสาสน์ อายุ 69 ปี ฉายา “สานนคร” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ข้อหา ลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ ได้บริเวณถนนพหลโยธิน ปากซอย 30/1 เขตจตุจักร และนำตรวจค้นห้องพัก พบของกลางจำนวนมาก ทั้งเสื้อผ้าวันก่อเหตุ อุปกรณ์บดยา ยานอนหลับ พระเครื่องหลายรายการ และโทรศัพท์มือถือ
จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเลือกเหยื่อเป็นผู้สูงอายุ เข้าไปตีสนิทที่ป้ายรถเมล์ปากน้ำ ก่อนผสมยานอนหลับกว่า 10 เม็ด ในนมเปรี้ยวให้ผู้เสียหายดื่ม เมื่อขึ้นรถเมล์จนเหยื่อหมดสติ จึงลงมือก่อเหตุ และยอมรับว่าเคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ระบุว่า คดีนี้เข้าข่ายภัยสังคมร้ายแรง โดยเฉพาะการใช้สารเคมีกับผู้สูงอายุ อยู่ระหว่างรอผลตรวจนิติเวชเพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม และขยายผลว่ามีการก่อเหตุเป็นขบวนการหรือไม่ พร้อมฝากเตือนประชาชน อย่ารับอาหารหรือเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่หรือโทร 191 ทันที
/





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น