กยท. ผนึกกรมชลประทาน ดัน “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” ต่อยอดการใช้ยางธรรมชาติในงานบริหารจัดการน้ำ
วันนี้ (26 ม.ค. 69) ณ กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี — การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับกรมชลประทาน แถลงข่าวและนำเสนอ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย" ภายใต้ความร่วมมือในการพัฒนาและต่อยอดการใช้ยางพาราในงานชลประทาน โดยได้รับเกียรติจาก นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เดินหน้าผลักดัน “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” เสนอผลงานนวัตกรรมทุ่นยางพาราดักผักตบชวา RID-UNITED และท่อHDPEผสมยางพาราสำหรับส่งและระบายน้ำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่นำไปใช้งานจริงในพื้นที่ชลประทาน ผ่านความร่วมมือด้านการพัฒนาและต่อยอดการใช้ยางธรรมชาติในงานชลประทาน ให้เกิดการใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตยางพาราของประเทศ
ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า กยท. ได้ดำเนินความร่วมมือกับกรมชลประทาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการโครงการเครือข่ายงานวิจัย ทดสอบ และวิเคราะห์คุณภาพ สอดรับกับนโยบายหลักสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันการนำยางธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ในระดับประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมยางพาราไทยผ่านการนำร่องใช้ยางพารามาเป็นวัตถุดิบหลักในการแปรรูปเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ทุ่นยางพารา ซึ่งกรมชลประทานเตรียมนำไปใช้ดักผักตบชวา โดยทุ่นจำนวน 1 ทุ่น ใช้ยางธรรมชาติประมาณ 16 กิโลกรัม และหากผลิตตามเป้าหมายจำนวน 43,000 ทุ่น จะสามารถนำผลผลิตยางธรรมชาติไปใช้ได้รวมประมาณ 690,000 กิโลกรัม (690 ตัน) นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งผลงานนวัตกรรมเพื่อการชลประทาน คือ ท่อยางพารา เพื่อใช้สำหรับการส่งและระบายน้ำ โดยตั้งเป้าผลิตท่อยางพาราขนาด 1,500 เมตร ซึ่งจะใช้ยางธรรมชาติในการผลิตประมาณ 200,000 กิโลกรัม (200 ตัน) โดยนวัตกรรมจากยางพาราทั้ง 2 ชิ้น นับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยต่อยอดยางพาราสู่การใช้งานในภาคชลประทาน ตลอดจนเป็นการสร้างความต้องการใช้ยางธรรมชาติในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ดร.เพิก กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. เชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการผลิต การวิจัยและพัฒนา ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการตลาด เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการนำผลผลิตจากยางธรรมชาติไปแปรรูปและพัฒนาเป็นนวัตกรรมจนสามารถต่อยอดสู่ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าให้ยางพาราไทย และสร้างโอกาสให้ชาวสวนยางมีรายได้ที่มั่นคง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต และสามารถประกอบอาชีพการทำสวนยางได้อย่างยั่งยืน
“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มการใช้ยางธรรมชาติในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของไทยทั้งด้านเศรษฐกิจ การเกษตร และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.เพิก กล่าว










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น