วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

KICE ดีเดย์จัดบิ๊กอีเวนต์ “Beyond Food Expo 2026” ครั้งที่ 4 หนุนซอฟต์เพาเวอร์อีสาน KICE ขอนแก่น ดันฮับอาหารลุ่มน้ำโขงสู่เวทีโลก

 KICE ดีเดย์จัดบิ๊กอีเวนต์ “Beyond Food Expo 2026” ครั้งที่ 4 หนุนซอฟต์เพาเวอร์อีสาน KICE ขอนแก่น ดันฮับอาหารลุ่มน้ำโขงสู่เวทีโลก

 

29 มิถุนายน 2569, ขอนแก่น — ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น หรือ KICE ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ประกาศความพร้อมจัดบิ๊กอีเวนต์แห่งปี “Beyond Food Expo 2026” ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด "Beyond Food, Beyond Future" มหกรรมแสดงสินค้านวัตกรรม อาหาร เครื่องดื่ม และเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ระหว่างวันที่ 3 - 5 กรกฎาคม 2569 นี้ มุ่งยกระดับซอฟต์เพาเวอร์ไทย พร้อมผลักดันผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มภาคอีสานสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ธุรกิจอาหารระดับโลก

 


งานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารจากทั่วอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ได้แก่ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม และจีน มาร่วมจัดแสดงไอเดีย เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขยายตลาด และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

นายปรมัตถ์ พูลสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ ขอนแก่น (KICE) เปิดเผยว่า “Beyond Food Expo 2026 ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 3-5 กรกฎาคมนี้ จะเป็นสปอตไลท์ดวงสำคัญที่ส่องให้เห็นศักยภาพของผู้ประกอบการอาหารจากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในเวทีสากล โดยในปีนี้เรามุ่งเน้นการขับเคลื่อนเทคโนโลยีอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบที่ยั่งยืน เทคโนโลยีการแปรรูปที่ทันสมัย ตลอดจนโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างแท้จริง”

 

งาน Beyond Food Expo 2026 จัดขึ้นในรูปแบบการเจรจาธุรกิจและการจำหน่ายสินค้าควบคู่กัน (B2B + B2C) ครบวงจร โดยรวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 150 บริษัทจากทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมสินค้าและเทคโนโลยีอินเทรนด์ในกลุ่ม Food Innovation (นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต, โปรตีนทางเลือก, อาหารเพื่อสุขภาพ), Beverage Innovation, Packaging & Processing Machinery และ Cold Chain & Logistics

 

พร้อมจัดเต็ม 6 ไฮไลต์กิจกรรมหลัก ที่จะมาสร้างโอกาสทางธุรกิจและมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในงาน ได้แก่

 

● Business Matching: กิจกรรมจับคู่ธุรกิจครั้งสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพบคู่ค้ารายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศโดยตรง

● Conference & Seminar: งานสัมมนาอัปเดตเทรนด์และเติมความรู้ด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตจากกูรูและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม

● International Pavilions: โซนจัดแสดงสินค้านานาชาติที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารเด่นจากกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

● Cooking Show & Workshop: กิจกรรมการสาธิตทำอาหารจากเชฟชื่อดัง และเวิร์กชอปต่อยอดไอเดียธุรกิจอาหารที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

● Food & Beverage Competition: ร่วมชมและเชียร์การแข่งขันสุดยอดฝีมือด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค

● Guru Consulting: บริการเปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาเจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดและยกระดับธุรกิจสู่สากล

 

ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของภูมิภาค GMS งานนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญของทั้งนักลงทุน ผู้ซื้อและผู้บริโภค ที่จะได้พบคู่ค้า ค้นหานวัตกรรมใหม่ และสร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีผู้ซื้อและผู้เข้าชมงานจากทั้งในและต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานมากกว่า 5,000 รายตลอดการจัดงาน 3 วัน

 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารได้ในงาน “Beyond Food Expo 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ ฮอลล์ 2 – 3 ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) จังหวัดขอนแก่น

                                                                                  ​

#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife  #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต  #KICE #BeyondFoodBeyondFuture #BeyondFoodExpo2026 #ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ #ศูนย์ประชุมขอนแก่น

โรงพยาบาลพญาไท 3 คว้า 2 รางวัล Thailand Lean Model Award 2026 เพื่อมุ่งสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศด้าน Lean Organization

 โรงพยาบาลพญาไท 3 คว้า 2 รางวัล Thailand Lean Model Award 2026 เพื่อมุ่งสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศด้าน Lean Organization





โรงพยาบาลพญาไท 3 นำโดย นายแพทย์สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วย นายแพทย์อภิชัย โตวณะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล และคณะผู้บริหาร เข้ารับมอบประกาศนียบัตร Thailand Lean Model Awards จำนวน 2 โครงการ ในงาน Thailand Lean Award ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (สสท.) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ 








การได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลพญาไท 3 ที่สะท้อนถึงศักยภาพและความร่วมมือของบุคลากรทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน

พิธีบวงสรวงและวางศิลาฤกษ์ “เจ้าพ่อบึงสามพัน” องค์ใหญ่ สร้างแลนด์มาร์กแห่งศรัทธา จ.เพชรบูรณ์

 💥พิธีบวงสรวงและวางศิลาฤกษ์ “เจ้าพ่อบึงสามพัน” องค์ใหญ่ สร้างแลนด์มาร์กแห่งศรัทธา จ.เพชรบูรณ์





วันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 07.30 น. ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีพิธีบวงสรวงและวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง “เจ้าพ่อบึงสามพัน” องค์ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวอำเภอบึงสามพันและจังหวัดเพชรบูรณ์





ในพิธีได้รับเกียรติจาก นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมี หลวงปู่บุญทัน ฐิตสีโล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ เบียร์ดี นายอำเภอบึงสามพัน, นางสมฤดี เบียร์ดี นายกกิ่งกาชาดอำเภอบึงสามพัน, นางสาวสุพัตราพร ตั้งประเสริฐศรี นายกเทศมนตรีตำบลซับสมอทอด, พ.ต.อ.ประมุข ปิ่มปลื้มจิต ผู้กำกับการ สภ.บึงสามพัน, นายถาวร บุญวิเศษ ประธานมูลนิธิปู่ลาพารวย, นายวัฒนากร บัวทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบึงสามพัน ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง





ภายในงาน ช่วงเช้าได้ประกอบพิธีบวงสรวงตามแบบพราหมณ์ พร้อมการรำถวายเจ้าพ่อบึงสามพันเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะที่โรงเรียนอนุบาลบึงสามพันได้นำวงดนตรีไทยมาบรรเลงสร้างบรรยากาศอันสง่างามตลอดพิธี





จากนั้นในช่วงเที่ยง ได้ประกอบพิธีสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ และประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ตามฤกษ์มงคล ก่อนเสร็จสิ้นพิธี โดยมีการจัดโรงทานจากผู้มีจิตศรัทธานำอาหารและเครื่องดื่มมาแจกจ่ายแก่ประชาชนที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีและความศรัทธาของชาวบึงสามพัน./

:สนับสนุนข่าวโดย

#นายบุญเลิศ พุทธเจริญ เจ้าของไร่มะขามหวานชนิกา อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์

#ร้านแจ็คไดนาโมแอร์ ตรงข้ามวิทยาลัยการอาชีพภาคเหนือ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์

:รายงานโดย

#จิรพัฒน์ บวรกุลแดง ผู้สื่อข่าวจังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้ได้รับลงนามแทนผู้ได้รับใบอนุญาตวิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงรายท่านใหม่พร้อมเดินหน้าพัฒนาการศึกษาร่วมคณะผู้บริหารวิทยาลัยอย่างยั่งยืน

 ผู้ได้รับลงนามแทนผู้ได้รับใบอนุญาตวิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงรายท่านใหม่พร้อมเดินหน้าพัฒนาการศึกษาร่วมคณะผู้บริหารวิทยาลัยอย่างยั่งยืน




                    เมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้(29 มิถุนายน 2569) ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย  ถนนสนามบิน ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย เชียงราย นายโอภาส สุขเจริญไกรศรี  รองประธานมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย พร้อมด้วย ประธานมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวิทยาลัย เพื่อถือเป็นฤกษ์งามยามดีในการที่นายโอภาส สุขเจริญไกรศรี ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตามเอกสาร ด่วนมากที่ ศธ.๐๖๔๘/๙๕๔๓ ลงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙  ให้ดำรงตำแหน่งผู้ได้รับลงนามแทนผู้ได้รับใบอนุญาตวิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย ท่านใหม่ แทนนายฐิติ ศรีศุจิกุล ที่หมดวาระลง โดยบรรยากาศการเข้ารับตำแหน่งของนายโอภาส เป็นไปด้วยความอบอุ่นเมื่อคณะครูอาจารย์ ที่นำโดยนายณัฐพงษ์  ฟองเขียว ผู้อำนวยการสถานศึกษา พร้อมนักเรียนนักศึกษา ได้นำดอกกุหลาบสีขาวมามอบให้ในระหว่างเดินทางเข้าร่วมประชุมและหารือแนวทางการพัฒนาการศึกษาของวิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย ให้กลับมาพัฒนาให้เป็นวิทยาลัยชั้นนำของจังหวัดเชียงรายในการผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อกลับไปพัฒนาสังคมในอนาคตอันใกล้






             นายโอภาส สุขเจริญไกรศรี ผู้ได้รับลงนามแทนผู้ได้รับใบอนุญาตวิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย ท่านใหม่ กล่าวว่า การที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่งนี้ไม่ได้เข้ามาผลประโยชน์ส่วนตนแต่มุ่งเน้นการสร้างองค์กรที่มีความสามัคคี มีความเป็นอยู่ของบุคลากรผู้สอนและนักเรียนนักศึกษาอย่างมีความสุข ทั้งด้านการศึกษาและบรรยากาศความสัมพันธ์ของ ครูผู้สอน นักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งจากนี้ไปทุกปัญหาภายในวิทยาลัยสามารถพูดคุยหารือกันได้เลยโดยให้การบริหารจัดการนั้นจะเป็นไปตามกลไกที่อยู่บนพื้นฐานความร่วมมือของมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย(ผู้รับใบอนุญาต) ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา ที่จะมีความร่วมไม้รวมมือดำเนินงานใดๆที่จะก่อเกิดกับการจัดการศึกษา การเรียน การสอน ต่อไปในอนาคต.........


หลวงพี่น้ำฝน สำรวจวัดร้างโบราณ อายุนับร้อยปี จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น

     หลวงพี่น้ำฝน สำรวจวัดร้างโบราณ อายุนับร้อยปี จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น

วางแนวทางพระสงฆ์ พุทธศาสนิกชนไทย-ญี่ปุ่น ปัดฝุ่นพัฒนาเป็นศูนย์รวมใจอีกครั้ง 

        


    สายสัมพันธ์ของชาวพุทธนั้นมีอยู่ทั่วโลก แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของนิกายในทางปฏิบัติ แต่ปลายที่ตรงกันคือการสืบสานและน้อมนำพระธรรมคำสั่งสอน ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุธองค์ มาศึกษาและปฏิบัติสืบต่อกันนำมาซึ่งความสุขสงบในการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ แม้จะมีการเคารพในศาสนาที่ต่างกัน 



    พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ได้รับกิจนิมนต์จากสมชาย ถนอมวรารักษ์ นักธุรกิจไทยด้านยานยนต์ ในเมืองโอซาก้า ( Osaka) ให้เดินทางไปยังวัดโคโดจิ (Kodoji) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ในเมืองมัตซึสะกะ (Mutsusaka) จังหวัดมิเอะ (Mie) ประเทศญี่ปุ่น(Japan) เพื่อพบกับอุไร นากามุระและมิซึโอะลูกชายนักธุรกิจไทย ในเมืองนาโกย่า ซึ่งได้เดินทางมาพบกัน ณ วัดเก่าแก่ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดร้างที่มีอายุและเรื่องราวมากว่า 100 ปี 

   


    ในพื้นที่โดยรอบของวัดโคโดจิ ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินคันไซ ในเมืองโอซาก้า ประมาณ 200 กิโลเมตร มีอาคารเก่าแก่ ที่เป็นและจัดสถานที่บนเนินเขาที่มีความงดงาม ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนที่เงียบสงบ มีต้นไผ่ขนาดใหญ่ ขึ้นปกคลุมโดยรอบพื้นที่ และไม่ได้มีพระสงฆ์คอยจำพรรษาที่นี่ ทำให้มีความเสียหายของสิ่งก่อสร้างไปตามกาลเวลา แต่โครงสร้างและสถานที่สวยงาม เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม เนื่องจากผู้คนไม่พลุกพล่าน อากาศแบบธรรมชาติ เพราะโดยรอบมีการทำการเกษตร เช่นการทำนาและเลี้ยงสัตว์ โดยสินค้าที่มีชื่อเสียงคือเนื้อวัว และที่สำคัญคือคนไทยนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อชมวัดเก่าแก่ในเมืองใกล้เคียงทั้งในนาโกย่า เมืองโอซาก้า หากมีการพัฒนาให้กลับมามีความสวยงามและมีการปฏิบัติกิจของสงฆ์ ก็จะเป็นวัดแห่งหนึ่งที่มีทั้งเรื่องราวประวัติอันยาวนานรวมถึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนได้ 



      จากนั้นคณะได้เดินทางกลับมายังเมืองนาโกย่า เพื่อมาพบกับ หลวงพ่อ Okadasan เจ้าอาวาสวัดโคโดจิ และคุณมานาบุ อิโตะ ผู้ประสานงาน เพื่อประชุมหารือเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัดโคโดจิ และแนวทางในการพัฒนาวัดแห่งนี้ร่วมกันโดยเป็นการประสานงานกันระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นการร่วมมือกันของคณะสงฆ์ในระดับนานาชาติ แต่ยังต้องมีการสอบถามไปยังหน่วยงานศูนย์กลางที่ดูแลวัดในญี่ปุ่นในความเป็นไปได้ ว่าจะมีแนวทางอย่างไร ซึ่งในการประชุมหารือร่วมกันบรรยากาศเป็นไปในทิศทางที่ดีและมีความยินดีที่พระสงฆ์ของไทยและญี่ปุ่นได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน 

   

จากนั้นคณะพุทธศาสนิกชน ได้นิมนต์หลวงพี่น้ำฝน ไปยังบริษัท SORYU TRADING CO.,LTD. ในย่าน Shimmachi (ชิมมาจิ)  เมืองโอซาก้า เพื่อมาพบกับคุณบุญชัย ละออพันธ์ผล ผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเครื่องจักรหนักและนำเข้าส่งออกอะไหล่ยานยนต์ รายใหญ่ในประเทศฯญี่ปุ่น และครอบครัวรวมถึงญาติโยมที่ทราบข่าวและได้เดินทางมาจากเมืองโตเกียว เพื่อมาพบและกราบนมัสการในโอกาสที่หลวงพี่น้ำฝน ได้เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่นและมามอบแนวทางหลักดำเนินชีวิตสำหรับคนไทยในต่างแดนที่ยังคงศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น พร้อมกับรับทราบข้อมูลการพัฒนาของเมืองต่างๆในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่ามีความเจริญเป็นอันดับต้นๆของโลก และมีกฏกติกาในการดำเนินชีวิตที่เคร่งครัด ในช่วงที่สังคมกำลังเปลี่ยนถ่ายไปสู่อีกยุคหนึ่ง แต่ยังคงสืบสานพระพุทธศาสนาไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ไว้เป็นอย่างดี ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสูง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีการพัฒนาบุคลากรในประเทศยอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมที่คนไทยนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวตลอดทั้งปีนั่นเอง 



   ทั้งนี้หลังในภารกิจการดำเนินการเพื่อสำรวจและหาข้อมูล ชาวไทยและชาวต่างชาติในวิถีพุทธ ในแถบประเทศย่านเอเชีย โดยส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นหลัก พบว่าแม้คนไทยจะเดินทางไปปักหลักปักฐานหรือประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เพื่อความมั่นคงให้กับชีวิตในต่างแดน สิ่งที่เห็นคือเมื่อมีพระสงฆ์ไทยเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ ก็จะมีคนไทยตื่นตัวกับการได้พบกับคณะสงฆ์ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปยังต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า คนไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและความอดทนสูงในการใช้ชีวิตต่างบ้านต่างเมือง โดยมีการนำหลักพระธรรมคำสั่งสอนไปใช้เป็นแนวทางในการทำความเข้าใจและปรับพื้นฐานจิตใจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 


กลุ่มหยก (JADE Group) หลักสูตร A-List รุ่น 1 ลงพื้นที่หัวหิน ขับเคลื่อนโครงการ “อิ่มถึงบ้าน” สร้างเครือข่ายอาสาสมัครส่งต่ออาหารสู่ครอบครัวเปราะบาง

 กลุ่มหยก (JADE Group) หลักสูตร A-List รุ่น 1 ลงพื้นที่หัวหิน ขับเคลื่อนโครงการ “อิ่มถึงบ้าน” สร้างเครือข่ายอาสาสมัครส่งต่ออาหารสู่ครอบครัวเปราะบาง



หัวหิน, 27 มิถุนายน 2569 – กลุ่มหยก (JADE Group) ผู้เข้าร่วมหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ A-List รุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า ลงพื้นที่เขตเทศบาลนครหัวหิน เพื่อสำรวจต้นทุนชุมชนและรับฟังข้อมูลจากพื้นที่จริง เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “อิ่มถึงบ้าน” ซึ่งมุ่งสร้างเครือข่ายอาสาสมัครรับ–ส่งอาหารส่วนเกินจากภาคธุรกิจ ร้านอาหาร โรงแรม และประชาชน ไปยังครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่อย่างเป็นระบบ



การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมงานได้ร่วมเก็บข้อมูลครัวเรือนเปราะบาง พร้อมสำรวจศักยภาพของชุมชน เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำฐานข้อมูลและจำแนกกลุ่มเป้าหมายออกเป็น สีเขียว สีเหลือง และสีแดง ตามระดับความต้องการความช่วยเหลือ เพื่อให้การส่งต่ออาหารและการช่วยเหลือในอนาคตมีความแม่นยำ รวดเร็ว และตรงกับความต้องการของแต่ละครัวเรือน



นอกจากนี้ โครงการยังเตรียมพัฒนา แพลตฟอร์มฐานข้อมูลและระบบปักหมุด (Mapping Platform) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้ให้ ผู้รับ และอาสาสมัครเข้าด้วยกัน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ลดปัญหาการสูญเสียอาหาร (Food Waste) และยกระดับการช่วยเหลือผู้เปราะบางให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน




โครงการ “อิ่มถึงบ้าน” เป็นหนึ่งในโครงงานของผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ A-List รุ่นที่ 1 ที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคม ผ่านความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อร่วมกันผลักดันให้ เทศบาลนครหัวหินก้าวสู่ “เมืองแห่งการแบ่งปัน” (Sharing City) ที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง





ร้อยเอ็ด- บพท.จับมือ มรภ.ร้อยเอ็ด ปั้นเกษตรอินทรีย์แก้จน ดึง สจล.-EarthSafe ยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยจากฟาร์มสู่ผู้บริโภค

 KHAOTHAINEWS 

สำนักข่าว ข่าวไทยนิวส์  

ทั่วไทย ทั่วโลก 

ร้อยเอ็ด- บพท.จับมือ มรภ.ร้อยเอ็ด ปั้นเกษตรอินทรีย์แก้จน ดึง สจล.-EarthSafe ยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยจากฟาร์มสู่ผู้บริโภค




เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น.ณ วิสาหกิจชุมชนเกษตรสร้างสุข อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการวิจัย “การพัฒนาระบบนิเวศแก้จนคนเมืองและชนบทในจังหวัด เพื่อยกระดับรายได้ผ่านเมนูอาชีพและวิสาหกิจชุมชน” จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ พร้อมผลักดันการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากฟาร์มสู่ผู้บริโภค โดยบูรณาการความร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ (EarthSafe) สมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)




ศาสตราจารย์ ดร.เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. พร้อมด้วย Dr. Jiaojiao Song นักวิจัยด้านเทคโนโลยีการผลิตพืช และอาจารย์ศศิกาญจน์ มุสิกวรรณวัฒน์ พร้อมคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนกว่า 30 ราย




การอบรมเน้นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มศักยภาพเกษตรกรด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Quick Test) ตลอดจนการตรวจประเมินคุณภาพดิน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์วิถีไทย




อาจารย์ศศิกาญจน์ มุสิกวรรณวัฒน์ กล่าวว่า บพท.และมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มุ่งสร้างระบบนิเวศการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับเกษตรกรครัวเรือนยากจนและวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถผลิตอาหารปลอดภัย สร้างรายได้ และก้าวสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน




ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.เกษม สร้อยทอง กล่าวว่า หัวใจของเกษตรอินทรีย์อยู่ที่การฟื้นฟูดินให้กลับมามีชีวิต มีอินทรียวัตถุสูง มีธาตุอาหารครบถ้วน และมีความอุดมสมบูรณ์เช่นเดียวกับดินป่าธรรมชาติ เมื่อดินดี พืชก็แข็งแรง ผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง



ภายหลังการอบรม คณะผู้เชี่ยวชาญได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสารเคมีตกค้างในผลผลิตและตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินของแปลงเกษตรอินทรีย์ พร้อมดำเนินกระบวนการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์วิถีไทยตามแนวศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่า ผลผลิตจากวิสาหกิจชุมชนสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม




ความร่วมมือระหว่าง บพท. มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และเครือข่ายวิชาการในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบการนำงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจน สร้างอาชีพ ยกระดับรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน



คมกฤช พวงศรีเคน ข่าว/ภาพ

จันทร์เพ็ญ จารุจำรัส (เอ็ม) สำนักข่าว ข่าวไทยนิวส์ ข่าว 097-624-6388 

สุทธิชัย อุปปะ (เต็ม) บก.สำนักข่าว ข่าวไทยนิวส์ 

 


“วินด์เซอร์” ผนึก “โรโตไอ” เยอรมนี เปิดตัวโซลูชันใหม่รองรับประตูหน้าต่างขนาดใหญ่ สร้างมุมมองให้พื้นที่โปร่งกว้าง ปลดล็อกข้อจำกัด พร้อมยกระดับให้กับการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคใหม่

 “วินด์เซอร์” ผนึก “โรโตไอ” เยอรมนี เปิดตัวโซลูชันใหม่รองรับประตูหน้าต่างขนาดใหญ่ สร้างมุมมองให้พื้นที่โปร่งกว้าง ปลดล็อกข้อจำกัด พร้อมยกระดับให้กับการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคใหม่ 

 


กรุงเทพฯ – 30 มิถุนายน 2569 “วินด์เซอร์” (WINDSOR) ผู้นำตลาดประตูหน้าต่างไวนิล ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ผนึกกำลัง “โรโตไอ” (Rotoi) พันธมิตรเทคโนโลยีประตูหน้าต่างระดับโลก จากประเทศเยอรมนี เปิดตัว “WINDSOR – Rotoi Window and Door Solution” โซลูชันใหม่ที่ออกแบบตามมาตรฐานเยอรมนี รองรับบานประตูหน้าต่างขนาดใหญ่ได้กว้างสูงสุด 3 เมตร และสูงถึง 3.6 เมตร ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของงานสถาปัตยกรรมยุคใหม่ สามารถเปิดมุมมองของพื้นที่ให้โปร่งกว้าง และสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างให้กับงานออกแบบ มาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง กันน้ำรั่วซึมและต้านทานแรงลมได้ในระดับสูงเทียบเท่าพายุไต้ฝุ่น มีดีไซน์การเข้ามุมที่เสริมความแข็งแรงมากกว่าการเข้ามุมทั่วไป จึงเพิ่มความทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนาน  



ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการผสานจุดแข็งระหว่างประสบการณ์การให้บริการประตูหน้าต่างในไทยกว่า 26 ปี ของวินด์เซอร์ และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระดับโลกของโรโตไอ จึงพร้อมตอบโจทย์โครงการที่หลากหลาย ตั้งแต่ที่พักอาศัยระดับพรีเมียม ไปจนถึงโรงแรมและอาคารที่ต้องการความสวยงาม ปลอดโปร่ง และประสิทธิภาพในทุกมิติ ตอบรับทุกความท้าทายในวงการสถาปัตยกรรมและอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี 




สำหรับผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.windsor.co.th หรือ Facebook: https://www.facebook.com/Windsorpage หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่เบอร์ 02 555 0333 หรือ Line Official: @windsorofficial